ากเป็นแน่”
เมื่อได้ยินคําพูดไม่ถูกที่ถูกเวลาของจื่อโยว มู่เฉียนซีไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“จื่อโยว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะมาพูดเช่นนี้ เจ้าคิดหาวิธีช่วยเขาเสียก่อนเถอะ!”
จากนั้น จิ่วเยี่ยที่ร่างกายเต็มไปด้วยแรงสังหารหมายจะฆ่าจื่อโยว กลิ่นอายแห่งความพินาศ จิตสังหารแห่งความกระหายเลือด ทุกอย่างในร่างของเขาตอนนี้ไม่สามารถควบคุมได้เขาต้องการที่จะทําลายโดยไม่สนใจว่าคนตรงหน้าจะเป็นศัตรูหรือมิตรสหายของตน
มู่เฉียนซีรีบกล่าวอย่างตระหนกตกตื่น “จื่อโยว ระวังตัวด้วย!”
จื่อโยวรีบหลบ ใบหน้าเขายังคงปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ “สาวน้อยห่วงใยข้ารึ ? ข้าซาบซึ้งใจมากจริง ๆ ทุกครั้งที่คําสาปของเยี่ยปะทุขึ้น เมื่อข้าอยู่เขาก็ต้องการจะสังหารข้า ข้าชินแล้ว… และก่อนหน้านี้ แม้ว่าคำสาปของเขาจะไม่ปะทุขึ้น เขาก็ต้องการที่จะฆ่าข้าอยู่ดี แต่กล่าวก็กล่าวเถอะ ข้าสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้จนถึงตอนนี้ข้าก็ถือว่าแน่อยู่เช่นกัน เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่ถูกเจ้าหมอนี่ฆ่าตายง่าย ๆ สาวน้อย… เจ้าจัดการงานยาของเจ้าเถอะ ข้าไม่มีทางถูกเยี่ยฆ่าได้โดยง่ายแน่นอน”
ใบหน้ามู่เฉียนซีดหม่นคล้ำ จื่อโยวมักจะเสี่ยงถูกสังหารแต่ยังสามารถกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายได้ เขาไม่บ่นแม้เพียงสักคํา ช่างเป็นสหายที่ดีจริง ๆ
แต่นั่นก็จริงดังที่เขาว่า… เมื่อเป็นเพื่อนของจิ่วเยี่ย มันมิใช่เรื่องง่ายเลย
จื่อโยวยังมีความคิดที่จะหยอกล้อมู่เฉียนซีต่อไ