่อโยวสมควรตายนัก ไปสอนอะไรไม่ดีให้จิ่วเยี่ยอีก เขาถึงได้ดื้อดึงไม่ยอมไปเช่นนี้!’
มู่เฉียนซีกล่าว “จิ่วเยี่ย หากเจ้าจะค้างที่นี่ก็ย่อมได้ เพียงแต่เจ้าอย่าไปฟังคำพูดบ้า ๆ ของจื่อโยวมากนัก ยาพิษของข้าไม่ใช่เรื่องตลก”
“อืม”
จิ่วเยี่ยยื่นมือไปโอบกอดนางให้นอนลงพลางกล่าว “พักผ่อนเถอะ”
เมื่อจิ่วเยี่ยหลับตาลง นางก็ปล่อยลมหายใจด้วยความโล่งอกโล่งใจ “อืม พักผ่อนกัน”
แต่ไหนแต่ไรมา มู่เฉียนซีไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่านางจะนอนร่วมเตียงเคียงหมอนกับบุรุษได้ อีกทั้งนางยังนอนหลับได้สนิทอย่างมาก
……
รุ่งอรุณของวันต่อมา เมฆงามบนท้องนภาส่องประกายสีทองอ่อน ๆ แสงแดดอุ่น ๆ ยามเช้าส่องกระทบร่างบาง ในขณะที่นางตื่นขึ้นมานั้น แทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าจิ่วเยี่ยเป็นบรุษที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก เขามิได้ล่วงเกินนาง ทำให้นางเชื่อใจเขาได้มากเป็นพิเศษ
มู่เฉียนซีผงะไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าร่างของจิ่วเยี่ยกำลังนอนอยู่บนเบาะนุ่ม ๆ ทันใดนั้นจิ่วเยี่ยก็ลืมตาสีฟ้าขึ้นมา มองมาที่มู่เฉียนซี
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่านอนเบียดบนเตียงเดียวกับข้า! ท่าทางการนอนของข้าก็ใช่ว่าจะเรียบร้อยนัก นี่ข้านอนเบียดเจ้าจนเจ้านอนไม่สบายเลยใช่หรือไม่ ?”
มู่เฉียนซีพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งและจิ่วเยี่ยก็กล่าวว่า “ไม่เป็นไร อีกหน่อยก็ชินไปเอง” เขายื่นมือออกมาลูบผมสีดำขลับของนางอย่างนุ่มนวล ริมฝีปากของเขานั้นก็ใกล้เข้ามาก่อนจะประกบจูบแผ่