เวลาผ่านไป ความหนาวเย็นเริ่มบังคับให้ร่างของทั้งสองที่อยู่ในน้ำ ต้องทำตัวโค้งงอขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จิ่วเยี่ยกอดมู่เฉียนซีไว้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ มู่เฉียนซีนางพบว่าร่างกายของเขาอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะว่าอยู่ในน้ำใช่หรือไม่ ?…
แต่ว่าในเวลานี้ นางกำลังใช้วิชาแยกร่างอยู่ ทำให้ไม่มีเวลาที่จะไปปรุงยาได้ นางทําได้เพียงสวดภาวนาในใจให้จิ่วเยี่ยสามารถสงบสติอารมณ์ลง บางที… คําอธิษฐานของนางอาจจะส่งผลแล้ว จิ่วเยี่ยสามารถมาถึงขั้นนี้ได้โดยที่ไม่สูญเสียการควบคุมตนเอง
“จิ่วเยี่ย เจ้าทนทรมานอยู่ใช่หรือไม่ ?” นางกล่าวถามขึ้น
จิ่วเยี่ยกล่าวเสียงแหบแห้ง “ข้าไม่เป็นไร แต่เจ้าอย่าได้ทิ้งข้าไปไหน”
“อืม ข้าไม่ทิ้งเจ้า” มู่เฉียนซีกล่าวพลางพิงลำตัวข้าง ๆ เขา
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ในที่สุดความหนาวเย็นก็เริ่มส่งผลขึ้นมาอีกระลอกแล้ว ทว่าผ่านไปอีกไม่นานนัก จิ่วเยี่ยปล่อยตัวจากมู่เฉียนซี จากนั้นนางเห็นจิ่วเยี่ยเดินขึ้นไปบนผิวน้ำ ถอดชุดคลุมที่เปียกปอนของเขาออก ค่อย ๆ ยกชุดคลุมขึ้นอย่างช้า ๆ
ผมสีดําเปียกชุ่มเกิดเป็นสีเหลือบสวยเสมือนผ้าไหมเนื้อดีห้อยปรกลงมาจากไหล่ของเขา เอวนั้นช่างคดโค้งงามสมบูรณ์แบบ มู่เฉียนซีมองสำรวจไปทั่วร่างเขา
ไหล่กว้าง ๆ เอวได้รูป แล้วก็…
การเคลื่อนไหวต่าง ๆ เหมือนจะเชื่องช้าลง ช่างสง่างามและสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง เขาคือบุรุษที่ทำให้ผู้ที่ได้มองคิดอยากกระทำความผิดบางอย่าง สุดท้ายมู่เฉียน