มู่เฉียนซีเองก็มิอาจทนฟังได้อีกต่อไป นางตะโกน “จื่อโยว หุบปากเสีย!”
จื่อโยวยิ้มหยาดเยิ้มพลางกล่าว “แม่นางซีอย่าสงสัยไปเลย สิ่งที่กล่าวออกมานั้นล้วนแต่เป็นความในใจของเยี่ย ข้าอ่านใจเขาออก”
มุมปากมู่เฉียนซีกระตุกเล็กน้อย จิ่วเยี่ยจะน้ำเน่าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ดูท่าเจ้าบ้าจื่อโยวผู้นี้จะว่างมาก ไม่มีอะไรทำถึงได้ทำตัวว่างเช่นนี้
“ไสหัวออกไปซะ!” สิ้นวาจาเสียงเย็นเยียบ พลันมีลมที่น่ากลัวพัดตีจื่อโยวออกไป
จื่อโยวรีบหลบแต่พลังนั้นก็ทำให้ร่างของเขาร่นตัวถอยหลังไปชนกับประตูที่อยู่ด้านหลังเขาจนได้
— ปัง! —
จื่อโยวบ่นพึมพำเบา ๆ ว่า “แม่นางซี นี่คืออาการเขินอายของเยี่ย ดูให้ดี สังเกตเขาสิ ฮ่า ๆ ๆ”
มู่เฉียนซีสีหน้าบิดเบี้ยว นางกล่าวขึ้น “จื่อโยว หากเจ้าไม่พูดก็ไม่มีผู้ใดต่อว่าว่าเจ้าเป็นใบ้”
เวลานี้ สองมือจิ่วเยี่ยที่กอดนางอยู่ค่อย ๆ คลายออก มู่เฉียนซีจึงเอ่ยถาม “จิ่วเยี่ย เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรรึ ?”
ในตอนที่จิ่วเยี่ยเข้ามานั้น กลิ่นอายจิตสังหารที่น่ากลัวของเขาแผ่กระจายไปทั่ว เขาไม่เหมือนกับบุรุษทั่วไปที่มาหอนางโลมเลย
จิ่วเยี่ยตอบเสียงเย็น ๆ เช่นเคย “ข้าเพียงแค่เดินทางผ่านที่นี่จึงแวะมา”
จื่อโยวได้ยินเช่นนี้แทบเป็นลมล้มลง เยี่ยไม่มีข้ออ้างอื่นแล้วหรืออย่างไรถึงได้พูดเช่นนี้เพื่อมาเป็นข้ออ้าง สงสัยจะมีเพียงเยี่ยคนเดียวเท่านั้นแล้วที่แก้ตัวเช่นนี้ได้ จิ่วเยี่ยนั้น เขามักจะใช้คำกล่าวนี้มาเป็นข้อ