มุมปากมู่เฉียนซีกระตุกเล็กน้อย ผู้ที่พรวดพราดเข้ามามิใช่ใครที่ไหน ซวนหยวนจือผู้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นจื่อเยี่ยนั่นเอง
สีหน้าท่าทางของเขาในเวลานี้ฉายความโกรธชัดเจน ดวงตาประกายกล้าแทบลุกเป็นไฟ คำที่ฮองเฮากล่าวเมื่อครู่นี้ เกรงว่าเขาจะได้ยินทั้งหมดแล้ว
ซวนหยวนจือกล่าว อัดอั้นความขื่นขมเต็มสิบส่วน “ผ่านมาหลายสิบปี… ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว เจ้ายังไม่กลับเนื้อกลับตัวอีกรึ…?”
“ข้าต่างหากที่เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นนี้ บอกข้าสิ ข้าเทียบมู่เฟิงอวิ๋นไม่ได้ตรงไหนหรือ ?”
ฮองเฮาค่อย ๆ ลุกยืนขึ้นอย่างช้า ๆ นางจ้องมองซวนหยวนจือด้วยแววตาดูถูกเหยียดหยาม “ซวนหยวนจือ เหตุใดท่านถึงไม่ส่องกระจกดูตนเองบ้าง ฮ่องเต้มีอะไรเทียบกับเฟิงอวิ๋นได้หรือ ? เขาต่างหากที่เป็นฮ่องเต้ตัวจริง เขาเป็นโอรสสวรรค์ น่าเศร้า ฮ่องเต้ที่อยู่ตรงหน้าข้าเวลานี้ แม้แต่สัตว์ก็ยังสูงส่งกว่า”
ซวนหยวนจือโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ ดวงตาลุกโชนจับจ้องฮองเฮา ผู้ที่ดูน่ารังเกียจกลับดูน่าสงสาร เป็นถึงฮ่องเต้ประมุขแคว้น มาวันนี้ในใจฮองเฮาไปคิดถึงบุคคลอื่นตนก็ว่าเจ็บปวดอย่างหนักแล้ว นางยังจะดูถูกเหยียดหยามเหยียบย่ำซ้ำเติมตนได้ถึงเพียงนี้
แม้ว่ามู่เฉียนซีจะรู้สึกได้ว่าท่านพ่อของนางดีกว่าฮ่องเต้อย่างซวนหยวนจือหลายพันเท่า นางก็ยังอดสงสัยมิได้ ฮองเฮาในฐานะผู้เป็นพระชายา เหตุใดกลับกล่าววาจาดูถูกเหยียดหยามซวนหยวนจือ หากนางเป็นพวกตระหนกตกใจง่าย ๆ นางคงอ้าปากค้