“ฮ่า ๆ ๆ” เสียงหัวเราะอันรื่นรมย์ดังออกมา ขณะที่แสงสีทองห่อหุ้มร่างซวนหยวนชิงอวิ๋น
มู่เฉียนซีหลบไปด้านข้าง นางนึกย้อนถึงการสนทนาระหว่างซวนหยวนชิงอวิ๋นและจักรพรรดิสงครามขวางอวิ๋น “จุดอ่อนรึ ? ผู้ที่ดูเฉยเมยดั่งชิงอวิ๋นก็มีจุดอ่อนกับเขาด้วยรึ ?”
ก่อนหน้านี้ มู่เฉียนซีไร้ซึ่งจุดอ่อน นางโดดเดี่ยวเดียวดาย เดินอยู่ในโลกอันมืดมิด การจะช่วยชีวิตใครหรือฆ่าใครนั้น เป็นเพียงความคิดชั่ววูบ ไม่มีเรื่องใดสามารถผูกมัดได้ มาถึงตอนนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางมีจุดอ่อนจุดหนึ่ง จุดอ่อนนั้นคือญาติพี่น้องและผองเพื่อนของนาง
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น นางไม่เพียงไม่รู้สึกถึงความกระสับกระส่ายไม่เป็นสุขสงบ กลับยิ่งมีพลังและความมั่นใจเพิ่มขึ้น
จักรพรรดิแห่งสงครามขวางอวิ๋นกล่าวถูกต้อง “แม้คนเราจะมีจุดอ่อน แต่ขอแค่รู้ว่าในใจตนต้องการในสิ่งใดก็เพียงพอ หากรู้ใจตนเองจะสามารถไปได้ไกลกว่าเดิม แสงสีทองกระจายออกไป ซวนหยวนชิงอวิ๋นผู้เฉยเมย เวลานี้มีกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ความแข็งแกร่งผู้บำเพ็ญภูตระดับสามของเขา เพิ่มขึ้นกลายเป็นผู้บำเพ็ญภูตระดับเก้า
มู่เฉียนซี “ชิงอวิ๋น ดูเหมือนว่าตำแหน่งอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นจื่อเยี่ย ข้าคงต้องส่งมอบให้เจ้าแล้ว”
ซวนหยวนชิงอวิ๋นยิ้มจาง ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ต่อให้ข้ามีโอกาส ข้าก็จะยอมแพ้ให้เจ้าเหมือนเดิม เฉียนซี เจ้าไม่มีโอกาสพ่ายแพ้แก่ข้าหรอก” มู่เฉียนซีเบะปาก นางกล่าวว่า “ถ้า