เพราะพวกเขากลัวว่าหากส่งเสียงออกไปจิ่วเยี่ยผู้ที่เวลานี้เสียสติ โหดร้ายราวภูตผีปีศาจจะพลั้งมือทำร้ายนางจนตาย
มู่เฉียนซีรู้สึกหายใจยากลำบากและวิงเวียนศีรษะอย่างยิ่ง นี่จิ่วเยี่ยแค้นที่มิอาจฆ่านางได้ในครั้งแรกที่เจอกัน เพราะ… เพราะนางมีอาถิงอยู่หรืออย่างไร ? เขาถึงได้เป็นเช่นนี้
ขณะที่มู่เฉียนซีมิอาจทนได้นั้น จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าเงาดำลงมาปกคลุมนางไว้ ทันใดนั้นนางรู้สึกประหนึ่งได้ฟื้นตื่นขึ้นมา
“มู่… เฉียน… ซี…” เสียงเรียกชื่อนางดังขึ้นเบา ๆ
“อือ… อือ…” ดวงตาของนางเบิกกว้าง ตาดำงามแทบถลน นางมองจิ่วเยี่ยด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
มู่อี จวินโม่ซี และคนอื่น ๆ ก็ตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นี่ ครั้งนี้มัน…
ท่านผู้นำตระกูลมู่… มู่เฉียนซี… โดนปีศาจร้ายซวนหยวนจิ่วเยี่ยจูบ
‘นางถูกเยี่ยอ๋องผู้โหดร้ายจูบอย่างบ้าคลั่ง มันช่างแปลกประหลาดเสียจริง!’
จูบนี้ของจิ่วเยี่ยนั้นช่างดูบ้าคลั่งยิ่งนัก ไม่มีกลยุทธ์และทักษะในการจูบแต่อย่างใด เขาจูบนางราวกับว่าต้องการระบายอะไรบางอย่างที่อัดอั้นตันใจ
เขาอยากจะได้นางมาครอบครอง ?
หรือต้องการจะขออะไร ?
ฉากนี้เป็นฉากที่ต้องจดจำไปตลอดกาล!
สายลมในยามรัตติกาลพัดผ่านเช่นเคย ทำให้ชุดคลุมดำสีเข้มกับชุดยาวผ้าแพรสีม่วงพาดพันกัน ชุดคลุมของทั้งสองพันกันแทบจะแยกจากกันไม่ออก จูบนี้ราวกับยาวนานชั่วฟ้าดินสลายก็มิอาจแยกทั้งสองออกจากกันได้
.