มู่เฉียนซีรีบไปที่สำนักนิกายเพลิงไฟด้วยความเร็วสูงสุด เปลวไฟลุกโชนขึ้นราวกับมีชีวิต บันไดหินเป็นชั้น ๆ นําไปสู่ด้านในของสํานักนิกายเพลิงไฟ เพียงแค่นางยืนอยู่หน้าประตู นางสัมผัสได้ว่าสํานักป้านซิงที่อายุหลายร้อยปีนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลชนชั้นสูงในแคว้นจื่อเยี่ยจะสามารถต่อกรได้
ศิษย์สายนอกของสํานักนิกายเพลิงไฟผู้หนึ่งเดินเข้ามา กล่าวว่า “ท่านผู้นำตระกูลมู่ เชิญข้างในเถอะ หัวหน้าสํานักของเรากําลังรอท่านอยู่ข้างใน”
มู่เฉียนซีเดินตามคนผู้นี้เข้าไปในสํานักนิกายเพลิงไฟ สีหน้านางทาบทาเพียงแต่ความเย็นชา จวินโม่ซีและชิงอิ่งตามไปติด ๆ
ห้องโถงใหญ่ของสํานักนิกายเพลิงไฟกว้างยิ่งกว่าตําหนักอู่จี๋ของวังหลวงเสียอีก ในห้องโถงใหญ่มีหัวหน้าสํานักนิกายเพลิงไฟจี๋ซ่าน และยังมีผู้อาวุโสระดับจักรพรรดิกว่าเจ็ดคนนั่งอยู่ด้วย
จี๋ซ่านกล่าวว่า “ผู้นำตระกูลมู่ เจ้ากล้ามาสํานักนิกายเพลิงไฟของข้าด้วยตนเอง ช่างกล้าหาญเสียจริงนะนี่”
“หยุดพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระได้แล้ว ท่านอาของข้าอยู่ไหน ?!” มู่เฉียนซียิงคำถาม ท่าทางของนางเย็นชาอย่างมาก
“ผู้นำตระกูลมู่ช่างกำเริบเสิบสาน ทั้งยังเหี้ยมโหดอย่างที่คนเขาลือกันไม่มีผิด ในที่สุดวันนี้ก็ได้พบกันแล้ว นี่คือดินแดนของข้า และเจ้า เด็กน้อยเช่นเจ้าไม่สามารถหยิ่งยโสที่นี่ได้”
สิ้นเสียงนั้น อำนาจที่น่าเกรงขามของจักรพรรดิวิญญาณระดับสามกวาดผ่านมา ทว่ามู่เฉียนซีกลับไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อ