จิ่วเยี่ยเอามือปัดเส้นผมที่ปลิวไสวบนหน้าผากนางเบา ๆ ดวงตาสีฟ้าเยือกเย็นจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง เขากล่าวกับนางว่า “ไม่ว่าข้าจะเป็นใคร ข้าก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเจ้าได้”
ทั้งสองสบตากัน ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกคู่นั้น เผยให้เห็นความอบอุ่นขึ้นชวนให้ใจชื้น เมื่อเห็นดวงตาที่อบอุ่นเช่นนี้แล้ว ใจของมู่เฉียนซีเต้นแรงอย่างมิอาจควบคุมได้
“อ๊าก! อ๊าก! อ๊าก! นี่มันพิษบ้าอะไรกัน ?!”
เสียงร้องตะโกนแสดงความเจ็บปวดของจวินโม่ซีดังขึ้น เสียงนั้นทำลายบรรยากาศของชายจิ่วเยี่ยหญิงมู่เฉียนซีลง จวินโม่ซีอยากจะคว้ามือมู่เฉียนซีเพื่อถามให้แน่ชัดว่านี่มันพิษใดกัน ทว่าเพียงเห็นสายตาของจิ่วเยี่ยเท่านั้น ประหนึ่งกล้ามเนื้อใกล้ปากแข็งค้าง มิกล้าเอ่ยปากกล่าวสิ่งใดทั้งนั้น
มู่เฉียนซีกล่าวถาม “ท่านยอมรับความพ่ายแพ้แล้วรึ ?”
“ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแพ้แล้ว เจ้ารีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่านี่มันเป็นพิษใด ปรุงเยี่ยงไร ?”
ในตอนที่ราชาโอสถจวินโม่ซีเอ่ยปากกล่าว ปากของเขาสามารถขยับได้เพียงเล็กน้อย สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้หาใช่ยาแก้พิษ กลับเป็นส่วนผสมของการปรุงยาต่างหาก สมกับที่เป็นราชาโอสถยิ่งนัก!
“ดี ท่านมิอาจกลับคำได้แล้ว”
“ข้าจวินโม่ซี เป็นผู้รักษาสัจจะอยู่แล้ว”
“ยาพิษชนิดนี้ไม่มีชื่อแต่อย่างใด มันทำให้เส้นประสาทของท่านมีอาการชา การทำงานของร่างกายท่านมิอาจทำตามสมองที่สั่งการได้ จากนั้นมันจะทำให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริว” มู่เฉียน