ราชาโอสถโบกมือ กล่าวขึ้น “รอให้ข้าจัดการทุกอย่างให้สะอาดเรียบร้อยก่อนแล้วเราค่อยมาว่ากัน ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาต้อนรับพวกเจ้า”
กล่าวจบร่างเขากะพริบหายไปทันที
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ราชาโอสถผู้นี้ยังหนุ่มยังแน่นนัก หลังจากนั้นไม่นาน เสียงไพเราะเสนาะหูดังขึ้นด้วยความปีติยินดี “ไหนบอกข้ามาซิว่าจะให้ข้าช่วยผู้ใดกัน ?”
มู่เฉียนซีได้ยินเช่นนี้แล้วก็หันมองบุรุษหนุ่มผิวขาวร่างสูงยาวเข่าดีเดินออกมา คิ้วเขาโก่งราวคันศร ผิวพรรณขาวผ่องดุจดั่งหิมะ ขนตาหนางอนยาวดั่งรูปพระจันทร์เสี้ยวบนเปลือกตา ดวงตาสดใสดูนิ่งสงบทว่ากลับซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในนั้น สายลมพัดเส้นผมอันดกดำราวน้ำหมึกชั้นดีของเขาเบา ๆ ร่างสูงเพรียวนั้นยืนตรงราวกับเทพในนิยายที่กำลังยืนเหยียบก้อนเมฆก็มิปาน
มู่เฉียนซีกับเหล่าบรรดาองครักษ์เงาตระกูลมู่ต่างตะลึงกัน คิดไม่ถึงเลยว่าผู้ที่มีใบหน้าสีเทาเมื่อครู่จะงดงามราวเทพจุติเยี่ยงนี้ได้
มู่เฉียนซี “ตัวข้าผู้นี้มิได้มาเพื่อให้ท่านช่วยผู้ใด ทว่าข้ามาพบท่านก็เพื่อที่จะขอของสำคัญสองสิ่งนั่นก็คือ หยกจันทราชิงหลานกับดอกขี้เหล็กอำพัน”
ดวงตาราชาโอสถ—จวินโม่ซี เป็นประกายกล้า ใบหน้าทาบทาความโกรธขึ้ง
“ข้าช่วยคนตกทุกข์ได้ยากเท่านั้น ไม่ได้ขายยาขายสมุนไพร ถือโอกาสตอนที่ข้ายังไม่โกรธพวกเจ้า รีบออกไปจากหุบเขาราชาโอสถของข้าซะ”
“ข้ายังไม่ได้ในสิ่งที่ข้าปรารถนา จะไปจากที่นี่ได้อย่างไรกันเล่า หากท่านมอบหยกจันทราชิงหลานก