เสียงร้องเพลงดังออกมาจากปากของนาง
ชายชุดดําที่ดูงดงามไม่เป็นรองใครผู้นั้น นั่งอยู่บนพื้นเล่นพิณเข้าจังหวะกัน
ขณะที่กําลังเล่นดนตรีตามเสียงเพลงของมู่เฉียนซีนั้น ความน่าหวาดกลัวอันเย็นยะเยือกของจิ่วเยี่ยก็หายไปอย่างกะทันหัน กลายเป็นความอ่อนโยนอย่างหาที่เปรียบมิได้ เขามองไปยังด้านหลังของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบนั้นดูเย็นชาน้อยลงสามส่วน ความอ่อนโยนเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน
มู่เฉียนซีพยายามอย่างเต็มที่ที่จะร้องเพลงนี้โดยไม่ได้สังเกตเห็นอะไรแปลก ๆ ที่อยู่ข้างหลังนาง
“เรื่องบนโลกนี้สับสนไปหลายส่วน ไม่ทอดทิ้ง… จิตวิญญาณที่โดดเดี่ยวตามสายลมเอย ใครจะไปคิดว่าคนรักสนามรบฮุยหงนี้ ทัพทหารแกร่งกล้าเกรียงไกร มีใครสามารถเรียกกษัตริย์ผ่านความรัก ใครกล้าที่จะบุก หวังหมิงเยี่ยหัวใจเศร้า…”
ทันใดนั้น เพลงของมู่เฉียนซีก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลงหรือทำนองเพลง หน้าหลังชักจะไม่ปะติดปะต่อกันแล้วทว่าปลายนิ้วของจิ่วเยี่ยยังขยับเปลี่ยนไปตามมู่เฉียนซี“ความเกลียดชังนับพันปี หลับตาลง ใครบ้าที่สุด โลกนี้ไม่แน่นอน โลกนี้ไม่แน่นอนถึงวาระที่จะกล้ารัก”มู่เฉียนซีหันกลับมายิ้มจาง ๆ ให้จิ่วเยี่ย กล่าวว่า “จิ่วเยี่ย ข้าร้องเพลงนี้จนจบแล้ว ข้าทําสําเร็จแล้ว”เพราะฤทธิ์เหล้า ผิวขาวราวหิมะของมู่เฉียนซีกลายเป็นสีชมพูอ่อน รอยยิ้มที่บานสะพรั่งบนใบหน้านั้น ทําให้ดวงตาสีฟ้างดงามและลึกซึ้งนั่น เกิดระลอกคล