“พี่ใหญ่!” เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เยวี่ยเจ๋อหันกลับมาอย่างสุขใจ
ทว่า… นอกจากเขาได้เห็นมู่เฉียนซีที่กำลังเป็นห่วงอยู่ ยังเห็นแววตาสีฟ้าเย็นเยือกคู่นั้นที่สามารถทำให้คนตัวสั่นด้วย
จิตของเยวี่ยเจ๋อนิ่งมาก เขาเงยหน้ามองเยี่ยอ๋อง บุรุษทั้งสองสบตากัน บรรยากาศเงียบงันเริ่มขึ้นอย่างน่าอึดอัดใจ
ภายในเวลาชั่วพริบตาเดียว มือทั้งสองข้างของเยวี่ยเจ๋อเต็มไปด้วยเหงื่อเปียกชุ่ม ในลำคอรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือด
เยวี่ยเจ๋อกล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร “ในเมื่อพี่ใหญ่กลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็วางใจ ป่านนี้ท่านพ่อคงจะเป็นห่วงข้าแล้ว ข้าต้องขอตัวกลับก่อน” กล่าวจบร่างสีฟ้าก็ลับหายไปทันที
มู่เฉียนซีกล่าวกับซวนหยวนจิ่วเยี่ย “จิ่วเยี่ย นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าเองก็กลับไปพักผ่อนเถอะ”
“อืม”
สิ้นเสียงตอบรับ ร่างสีดำอันตรธานหายไปในทันที หลงเหลือไว้เพียงแต่เสียงอันเยือกเย็นที่ก้องสะท้อนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“พรวด!”
ภายในตรอกมุมหนึ่งของจวนตระกูลมู่ เยวี่ยเจ๋อพยุงตัวกับกำแพง กระอักเลือดระลอกใหญ่ ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกระดาษ
เยี่ยอ๋องผู้นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก! สามารถลอบทำร้ายเขาอย่างรุนแรงต่อหน้าพี่ใหญ่ได้โดยที่พี่ใหญ่ไม่ทันได้สังเกตเห็นเลย
— ตึก! ตึก! ตึก! —
เสียงฝีเท้าเหมือนผู้คุมนรกอเวจีกำลังเข้าใกล้มา เยวี่ยเจ๋อเงยหน้าขึ้น เห็นมนุษย์โครงกระดูกอเวจีย่างสามขุมเข้ามาหาเขา
มนุษย์โครงกระดูกอเวจีเป็นอาวุธสังหารของตำหนักเยี่ยอ๋อง