ีกหรอกนะ!’
โอวหยางสือหลงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเล็กน้อย ไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่าการแก้แค้นมู่เฉียนซีให้กับบุตรชายอีกแล้ว ทว่านี่มิใช่เรื่องที่เขาตัดสินใจเองได้
เขาหันมองโอวหยางฉี…
โอวหยางฉีเหลือบมองมู่เฉียนซีด้วยสายตาประหนึ่งอาบเคลือบน้ำแข็ง เขามองเห็นถึงเล่ห์เหลี่ยมของนางได้อย่างชัดเจน
“มู่เฉียนซี เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีสัตว์พันธสัญญาที่สามารถฆ่าสัตว์วิญญาณระดับสามได้ แม้พลังของโอวหยางสือหลงจะมากกว่าเจ้า แต่หากเจ้าเอาสัตว์พันธสัญญานั้นออกมา โอวหยางสือหลงก็ต้องตายอย่างมิต้องสงสัย”
“เจ้าแมวของข้ากำลังหลับใหลอยู่ อีกอย่าง การต่อสู้ครั้งนี้ข้าจะไม่ใช้สัตว์พันธสัญญาเด็ดขาด เช่นนี้แล้วโอวหยางสือหลง หากท่านใจเสาะไม่กล้าสู้กับข้า ท่านก็คงเป็นเศษสวะอย่างที่ข้ากล่าวไว้จริง ๆ”
โอวหยางสือหลงกล่าวโต้อย่างกรุ่นโกรธ “เจ้าว่าใครเป็นเศษสวะ! มู่เฉียนซีเจ้ามันสมควรตาย! มา! สู้ก็สู้ ข้าไม่กลัวเด็กอย่างเจ้า!”
เขาหันไปมองโอวหยางฉี กล่าวขึ้น “ไม่ว่าอย่างไรวันนี้… ข้าจะต้องปลิดชีพนางเด็กสตรีปีศาจผู้นี้ให้จงได้!”
ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับโอวหยางสือหลง ตระกูลโอวหยางก็ถือว่าสูญเสียไปเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ก็ดีเหมือนกันที่ให้โอวหยางสือหลงสู้รบกับนาง เพราะจะได้ยืดเยื้อเวลาออกไป
เกิดแสงวาบประกายขึ้นในดวงตาโอวหยางฉี ‘หึ! มู่เฉียนซี เจ้าคิดว่าพลังองครักษ์เงาของตระกูลเจ้าถึงขั้นปรมาจารย์ภูตปรมาจาร