เวลานั้น อากาศทั้งตำหนักจื่อจีประหนึ่งอุณหภูมิลดฮวบลง
แต่ละคนที่อยู่ในงานใบหน้าเริ่มซีดขาวราวไก่ต้ม แม้แต่ซวนหยวนหลี่เทียนเองก็ไม่ยกเว้น
แม้จะเป็นฮ่องเต้ของแคว้นจื่อเยี่ย เมื่อยามได้ยินชื่อนี้ก็ยังเปลี่ยนสีหน้า รีบกล่าวขึ้น
“รีบหาที่นั่งชั้นดีให้เยี่ยเอ๋อร์ เร็วเข้า!”
ที่นั่งของซวนหยวนจิ่วเยี่ยอยู่ใกล้กับซวนหยวนจือผู้เป็นใหญ่ อันที่จริง… อยู่ใกล้ข้างหน้ามากกว่าองค์รัชทายาทองค์นั้นเสียอีก
เป็นที่กล่าวขานกันว่าท่านองค์รัชทายาทมีพรสวรรค์ทางการปกครอง และมีความเป็นอัจฉริยะในการฝึกยุทธ์อันดับหนึ่ง เขามีใบหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่ว่าจะเกิดเหตุอันใด ก็ไม่อาจทำให้สีหน้าเขาเปลี่ยนแปลง
ทั้งตำหนัก มีสายลมที่เพิ่มมาปกคลุมสำทับเข้าไปด้วย หลายคนหายใจติดขัด มองบุรุษร่างเพรียวในชุดคลุมสีดำร่างหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถง
การมาของเขา เหมือนกับปีศาจร้ายในยามค่ำคืนที่เยื้องย่างลงมาก็ไม่ปาน ดูเหมือนเจ้าชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ น่าเคารพยำเกรง
เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ แม้แต่ฮ่องเต้ซวนหยวนจือผู้มีฐานะอันสูงส่งแห่งแคว้นจื่อเยี่ย เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา พลันหมดสง่าราศรีลงไปถนัดตา
การมาของเขา ทำให้ทุกคนต่างคอยระมัดระวัง แต่จิ่วเยี่ยก็นั่งลงบนที่นั่งของเขาอย่างสง่างาม ไม่ได้พูดหรือทำอะไร
มู่เฉียนซีกล่าว “เยวี่ยเจ๋อ พวกเราก็นั่งลงกันเถอะ งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว”
ได้ยินวาจาผู้เป็นพี่ใหญ่ สติสตางค์เยวี่ยเจ๋อค