้ก็ไม่เลว”
มู่เฉียนซีกินอย่างสบายใจ ไม่กลัวว่าฮ่องเต้จะกลับมาคิดบัญชีทีหลัง
เมื่อเผชิญหน้ากับมู่เฉียนซีที่มีท่าทีสงบ เยวี่ยเจ๋อก็รู้สึกว่าตนเองยังฝึกฝนไม่ดีพอ เขาอยากลองชิมอาหารคาวหวานรสชาติอันล้ำเลิศของวังหลวงเพื่อสงบสติในจิตใจบ้าง
เพราะอาหารเลิศรสในวังหลวงนั้น ไม่ใช่จะหากินได้บ่อย ๆ
ในขณะที่เขาจะหยิบขนมหวานที่มู่เฉียนซีแนะนำนั้น พลันรู้สึกถึงไอสังหารแรงกล้าพุ่งมาที่ร่างกายของเขา เหมือนต้องการที่จะฉีกทึ้งร่างและวิญญาณของเขาออกเป็นชิ้น ๆ
เยวี่ยเจ๋อรู้สึกใจไม่สงบ ใครกันที่อยากจะสังหารเขามากขนาดนี้
มือของเขาสั่น เปลี่ยนชิ้นขนมหวาน ปรากฏว่าความรู้สึกถึงจิตสังหารนั้นได้อันตธานหายไปแล้ว
จิตสังหารที่ปล่อยออกมาอย่างอิสระพุ่งเป้ามาที่เขาคนเดียวเท่านั้น ไม่ทิ้งร่องรอยสิ่งใดไว้ เขาไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด
ตอนนี้คนที่นั่งอยู่บนที่นั่งสูงศักดิ์อันดับสองคือชายหนุ่มเยือกเย็นท่าทางดั่งปีศาจร้ายก็ไม่ปาน เขากำลังชิมของที่มู่เฉียนซีชอบกินทีละคำ
เยี่ยอ๋องไม่เพียงแต่ร่วมงานเลี้ยงจื่อหยวน ยังทานอาหารอีกด้วย เหตุการณ์นี้ประหลาดดีแท้ ตาของทุกคนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า คลื่นความฉงนสงสัยเอ่อล้นในจิตใจพวกเขา
วันนี้เป็นอะไรไป ?
นอกเหนือจากนักดนตรี นักร้อง และนักร่ายรำของราชสำนักแล้ว ยังมีบุตรของขุนนางใหญ่หลายคนขึ้นเวทีเพื่อแสดงความสามารถ เผยหน้าตาต่อหน้าฮ่องเต้
“เอิ้ก!” มู่เฉียนซีเรอออกมา สายตามองไปที่องค์ชายองค