นัก”
มู่เฉียนซีกล่าว “แน่นอน ถ้างั้นข้าไปล่ะ”
น่าหลานอวี้รีบวิ่งตาม “ช้าก่อนมูซี พวกเรากลับเมืองหลวงด้วยกันเถอะ”
“ถึงท่านผู้อาวุโสฮั่วบอกว่าจะไม่หลอมอาวุธให้เจ้า แต่เจ้าสามารถอ้อนเขาได้นะ เขาก็ปากจัดไปอย่างนั้นเอง” มู่เฉียนซีกล่าวเรียบ ๆ
“เรื่องนั้นลืมไปเถอะ ถ้าท่านผู้อาวุโสฮั่วปฏิเสธแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่รับทำหรอก ถึงอย่างไรข้าก็ไม่รีบร้อน วันอื่นข้าค่อยมาใหม่ยังไม่สาย”
น่าหลานอวี้กลับเข้าเมืองกับมู่เฉียนซี แต่หลังจากกลับเข้าเมืองแล้ว นางก็กล่าวลาเขา
น่าหลานอวี้ได้แต่มองด้านหลังหนุ่มน้อยนั้นด้วยความหม่นหมองใจ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่พวกเขาได้พบหน้ากัน มู่เฉียนซียังไม่ได้บอกกับเขาเลยว่านางอยู่ที่ไหน ? และเขาสามารถไปเจอนางได้ที่ไหน ?
…
มู่เฉียนซีกลับถึงบ้าน ก็ได้รับสิ่งของที่ไม่คาดคิด
“จดหมายท้าประลองรึ ? ใครกันที่ส่งมา” มู่เฉียนซีพึมพำ
“จดหมายท้าประลองของเยวี่ยเจ๋อ…”
มู่เฉียนซีนำจดหมายท้าประลองนั้นถือเล่นในมือ แววตาดำขำมีประกายแสงไหลผ่าน
ตระกูลเยวี่ย ถือว่าเป็นตระกูลที่มีชื่อของแคว้นจื่อเยี่ย ทั้งตระกูลแม่ทัพเป็นเลือดของนักรบ มีชื่อเสียงในแคว้นจื่อเยี่ยไม่น้อยไปกว่าตระกูลขุนนางข้าหลวงเลย
ตระกูลเยวี่ยมีอำนาจ ทั้งอำนาจการทหารและอื่น ๆ และยังมีคนที่มีความสามารถ แต่น่าเสียดาย พวกเขาจนมาก
เพราะเงินเดือนแม่ทัพเยวี่ยได้น้อยยิ่งนัก เป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่ทำเรื่องชั่วช้ากับผู้อื่น ประกอ