ึงของนาง
มู่เฉียนซีไม่เพียงจะเก่งกล้าทางวิชายุทธ์ขึ้นเท่านั้น แต่ฝีปากอันเฉียบคมของนางยังเป็นเลิศยากจะหาผู้ใดมาเทียบเคียง… ‘นางยังเป็นมู่เฉียนซีคนเดิมอยู่หรือ ?’
มู่เฉียนซีเห็นท่าทีชะงักงันของมู่หรูอวิ๋นก็นึกรำคาญสายตา สภาพนางไม่ต่างจากสุนัขจนตรอกที่หมดหนทางสู้ ขี้คร้านจะสนใจ ไม่อยากโต้ตอบให้เสียเวลา มู่เฉียนซีจึงหันไปเอ่ยถามท่านอาของตน
“ท่านอา ท่านคิดว่าหนังสือถอนหมั้นนี้ ข้าเขียนเป็นอย่างไรบ้าง ?”
มู่อวู่ซวงได้ยินหลานสาวถามด้วยความคึกคะนองใจ จึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ซีเอ๋อร์… ข้าเป็นอาของเจ้า หนังสือถอนหมั้นนี้ก็ควรเป็นอาที่เป็นผู้เขียนจึงจะถูกต้อง” กล่าวจบก็หันไปออกคำสั่ง
“พวกเจ้า… ไปเตรียมแผ่นกระดานมาอีกแผ่น!”
“ขอรับนายท่าน”
แม้จะรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างที่ท่านอาทำเช่นนี้ แต่ทว่ามู่เฉียนซีก็จำยอมเพราะรู้ดีว่าท่านอาเป็นผู้เดียวที่ห่วงใยตนอย่างแท้จริง…‘คงจะกลัวว่านางจะผิดใจกับท่านพ่อของหลี่อ๋องผู้อยู่ในสถานะฮ่องเต้หากได้อ่านหนังสือถอนหมั้นอันลือลั่นของนาง แต่มู่เฉียนซีก็ยังมิวายสงสัยว่าท่านอาจะเขียนหนังสือถอนหมั้นของนางได้สวยหรูสักเพียงใด’
ซวนหยวนหลี่เทียนผู้นอนนิ่งอยู่ในโลง ได้ยินดังนั้นก็นึกโล่งอกที่ท่านอาวุโสมู่จะเป็นผู้เขียนหนังสือถอนหมั้นเอง …‘เพราะถึงแม้ท่านมู่อวู่ซวงจะมีอายุมากกว่าตนไม่มากนัก แต่ทว่าก็เป็นถึงท่านผู้อาวุโสของตระกูลมู่ อย่างไรเสียก็คงไม่เขียนข้อความ