นตรงมา เมื่อเปลี่ยนจากกระโปรงสีทองที่เปื่อยและขาดวิ่นมาสวมใส่ชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนเช่นนี้ นางก็แลดูสง่าโดดเด่นขึ้นไม่น้อย ผิวพรรณของนางขาวดั่งหิมะ เครื่องหน้างามประณีต ดวงตาหลักแหลมคู่นั้นคล้ายจะเป็นประกายไหวระริก
มู่เฉียนซีเองก็พิจารณาบุรุษน่ากลัวอยู่เช่นกัน ในคืนที่พบกันนั้น ท้องฟ้ามืดสลัวไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน ตอนนี้เมื่อได้เห็นชัด ๆ นางยอมรับว่าเขาช่างเป็นอสูรที่รูปงามจริง ๆ ความเย็นชาในสายตาของเขาเย็นเยียบราวกับรูปปั้นน้ำแข็งอายุหมื่นปี และทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้
“ข้าอยากออกไปจากที่นี่ตอนนี้ ท่านต้องปล่อยข้าไป” มู่เฉียนซีเอ่ยขึ้นเสียงแข็งกร้าว
ตอนแรกมู่เฉียนซีคิดว่าบุรุษผู้นี้จะปฏิเสธ เพราะในตัวนางมีของวิเศษล้ำค่าอย่างศาลานิรันดร์ ‘ศาลาเลือนรางเก้าชั้น’ อยู่ ทว่านางกลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะขยับริมฝีปากเอ่ยคำว่า “ได้” ออกมา
มู่เฉียนซีชะงักไป เขายอมปล่อยนางไปง่าย ๆ อย่างนี้เลยหรือ ยังไม่ทันจะได้เอายาพิษหม้อใหญ่ที่นางอุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจเตรียมไว้มาประเคนให้เขาดื่มเลย
“เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ” มู่เฉียนซีงุนงงจึงได้แต่เอ่ยคำลา ทว่าในขณะที่หญิงสาวกำลังหันหลังกลับนั้น จิ่วเยี่ยก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น
“ช้าก่อน”
ร่างบางพลันหยุดชะงัก นางรู้แล้วว่าชายผู้นี้ไม่มีทางยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ แน่ ในมือข้างหนึ่งกำผงพิษแน่น เตรียมพร้อมลงมือจู่โจม
จิ่วเยี่ยเดินตรงเข้าหาสตรีที่เขาพาตัวกลับมายังจวน ก่อนจะคว