ูเหมือนดวงตาสีฟ้าดุจน้ำแข็งอันเย็นเยียบคู่นั้นจะมองทะลุคำโป้ปดของมู่เฉียนซีได้ทั้งหมด
มู่เฉียนซีตัวสั่นเทิ้ม ทว่านางก็ยังกัดฟันพูดพร้อมวางท่าไม่สะทกสะท้าน
“ศาลาเลือนรางเก้าชั้นถูกข้าผูกพันธสัญญาไว้แล้ว หากท่านฆ่าข้ามันก็จะหายไป หากท่านอยากได้มัน ก็จงปล่อยข้าเสีย แล้วเรามาคุยกันดี ๆ”
เมื่อได้ฟังข้อเสนอของอีกฝ่าย บุรุษตาสีฟ้าจึงยอมปล่อยนางแต่โดยดี
มู่เฉียนซีถือโอกาสนี้กระโดดลอยตัวขึ้นโดยพลัน
แต่บุรุษผู้อยู่ฝ่ายตรงข้ามว่องไวกว่า เพียงพริบตาเขาก็กระโจนเข้าประชิดร่างของนางราวกับผีสางที่หายตัวได้ อสูรกระหายเลือดผู้นี้ทับร่างนางเอาไว้จนมิอาจหายใจได้ทั่วท้อง
มู่เฉียนซีกัดฟันแน่น ‘หึ หมอปีศาจอย่างมู่เฉียนซีมิใช่ผู้ที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ถึงคู่ต่อสู้ในวันนี้จะแกร่งเกินกว่าจะเอาชนะได้ก็เถอะ’
ทันใดนั้นหญิงสาวอัปลักษณ์ก็ปลดปล่อยทั้งหมัด เข่า ศอก ใช้ร่างกายทุกส่วนของตนเป็นอาวุธเพื่อจู่โจมเขาทันที
ในเมื่อไม่มียาพิษในมือและไม่อาจใช้พลังหลิงชี่ได้* การต่อสู้ระยะประชิดกายจึงเป็นทางเลือกเดียวของนาง
*灵力(หลิงชี่) หมายถึงพลังงานจิตวิญญาณ ต่อไปในเรื่องนี้จะขอใช้คำว่า ‘พลังวิญญาณ’ ในการกล่าวถึงพลังชนิดนี้
กระนั้นบุรุษตรงหน้าก็ช่างรวดเร็วไร้ที่เปรียบนัก การจู่โจมของมู่เฉียนซีพลาดเป้าคล้ายต่อกรกับอากาศ ชั่วพริบตามือคู่หนึ่งก็พุ่งเร็วปานสายฟ้าแลบมาจับแขนของนางเอาไว้
และทันใดนั้น
— พลั่ก! —
มู่เฉียนซียกขาขวาขึ