หลังจากเผชิญกับพายุหิมะและการไล่ล่าที่กัดกินพลังกายมานานกว่า 1 อาทิตย์เต็ม ขบวนผู้อพยพ 30 ชีวิตและ 12 ขุนพลขนเทา ก็สามารถข้ามผ่านแนวสันหลังมังกรลงมายังพื้นที่ราบทางตอนใต้ได้สำเร็จ อากาศที่เคยหนาวเหน็บจนเข้าถึงกระดูกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความชื้นสัมพัทธ์ของป่าดิบชื้น แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านแมกไม้อันหนาทึบทำให้ทุกคนเริ่มมีความหวัง
แต่ก่อนที่พวกเขาจะเคลื่อนขบวนออกสู่ทุ่งกว้าง หมาป่าจ่าฝูง ‘แผลเป็น’ พลันส่งเสียงขู่ในลำคอแผ่วเบา มันหยุดยืนอยู่ริมลำธารใสที่ไหลผ่านโขดหินใหญ่ หลินรีบส่งสัญญาณให้ชายฉกรรจ์ทั้ง 6 คนเตรียมพร้อม
ผู้มาเยือนปริศนา
ที่ริมลำธาร ใกล้กับโครงไม้ผุพังที่ดูเหมือนซากกระต๊อบเก่า มีร่างของชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดที่เริ่มแห้งกรัง เขาอยู่ในชุดผ้าไหมสีดำสนิทเนื้อดีแต่ฉีกขาดรุ่งริ่ง ข้างกายมี “กระบี่” เล่มหนึ่งปักอยู่บนพื้นหิน ฝักกระบี่สลักลวดลายวิจิตรบรรจงจนผิดวิสัยสามัญชน
พี่ใหญ่เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้น “หลิน… เขายังไม่ตาย แต่บาดเจ็บสาหัสมาก มีแผลถูกฟันที่แผ่นหลังและไหล่”
หลินเดินเข้าไปใกล้ นางมองดูชายคนนั้นด้วยสายตาหวาดระแวง ในโลกที่นางเพิ่งถูกทหาร 500 นายไล่ล่า การพบคนบาดเจ็บที่มีอาวุธดีเกินไปย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดี “ทิ้งเขาไว้ที่นี่เถอะพี่ใหญ่ เรามีคนแก่และเด็กอีกหลายชีวิ