เสียงกรีดร้องข้างล่างเริ่มเงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงคำรามในลำคอที่ฟังดูคล้ายสัตว์ป่าโหยหวน ลินยืนพิงผนังห้องที่เย็นเฉียบ ลมหายใจของเธอติดขัด ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมเมืองที่เคยสว่างไสว บัดนี้ไฟถนนหลายจุดเริ่มกะพริบดับลง ทิ้งให้เหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์ที่เธอกำไว้จนสั่น
“พี่ริน… นั่นเสียงอะไร?” เสียงเล็กๆ ของน้องชายดังขึ้นจากเตียงนอน เขาตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวพลางขยี้ตา
ลินรีบพุ่งตัวไปหาเขา ปิดปากน้องชายเบาๆ แล้วกระซิบด้วยเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด “ชู่ว… อย่าส่งเสียงดังนะเปี๊ยก พี่แค่ออกไปดูข้างนอกเฉยๆ ไม่มีอะไร นอนเถอะนะ”
แต่ในใจของเธอกลับเต้นรัวราวกับกลองรบ เธอรู้ดีว่าคำโกหกนั้นใช้ไม่ได้ผลนานนัก กลิ่นคาวเลือดจางๆ เริ่มลอยมาตามลม ผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้คลื่นไส้และบีบคั้นประสาทอย่างรุนแรง
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูดังขึ้นจากห้องข้างๆ ตามด้วยเสียงประตูไม้ที่แตกกระจาย และเสียงร้องขอชีวิตที่ถูกตัดบทด้วยเสียงขย้ำที่น่าสยดสยอง ลินสะดุ้งสุดตัว เธอไม่ได้รอกลายเป็นรายต่อไป เธอรีบเข้าไปพยุงแม่ที่กึ่งรู้สึกตัวขึ้นมา
“แม่… เราต้องไปแล้ว”
“ไปไหนลูก… แม่ไม่มีแรง…” แม่พึมพำด้วยพิษไข้
ลินไม่ได้ตอบ แต่เธอกำแหวนทองแดงแน่นจนคมของม