“ข้าไม่ต้องการทาสรับใช้ แต่หากตระกูลมู่ของเจ้าประสงค์ ก็อาจเข้าร่วมเป็นขุมกำลังใต้การปกครองของข้า เช่นเดียวกับสำนักใจพิสุทธิ์” กู้ฉางชิงส่ายหน้าเล็กน้อย เขาไม่ต้องการทาสรับใช้ แต่การดึงตระกูลมู่มาเป็นพวก นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี สามารถช่วยเขาสร้างรายได้จากหินวิญญาณ
จะได้ไม่ต้องลำบากกลั่นโอสถแล้วนำไปขายด้วยตนเองอีก
ก่อนที่มู่จื่ออี้จะทันตอบตกลง กู้ฉางชิงกล่าวต่อว่า “เจ้ายังไม่ต้องรีบตัดสินใจ กลับไปหารือกับบรรพบุรุษของเจ้าก่อน ข้าไม่บังคับ แม้เจ้าจะปฏิเสธแต่สิ่งที่ข้ารับปากไว้ยังคงมีผล สำนักใจพิสุทธิ์จะช่วยแก้ปัญหาของพวกเจ้า”
จากนั้นกู้ฉางชิงหยิบสัตว์อสูรบินตัวหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ แล้วมอบให้มู่จื่ออี้
“สัตว์ตัวนี้ชื่อเหยี่ยวเมฆา เป็นอสูรขอบเขตวิบากกรรม มันจะพาเจ้าไปยังสำนักใจพิสุทธิ์”
กู้ฉางชิงเลี้ยงสัตว์อสูรบินเหล่านี้ไว้ไม่ได้ใช้เอง แต่เพื่อให้ลูกทั้งสองคนของเขาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง แม้จะเป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เพราะกู้ฉางชิงป้อนโอสถบำรุงให้เป็นประจำ พลังของมันจึงอยู่ในระดับขอบเขตวิบากกรรม
ก่อนจากไปพร้อมเหยี่ยวเมฆา มู่จื่ออี้หันกลับมามองกู้ฉางชิงอีกครั้งด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณท่านมากแล้ว ท่านอาวุโสกู้”
มู่จื่ออี้รู้ดีว่าสิ่งที่กู้ฉางชิงช่วยเหลือนางในครั้งนี้ เกินกว่าคำว่าขอบคุณจะตอบแทนได้
แต่นางจะพยายามให้ถึงที่สุด!
นางเข้าใจดีว่าทำไมกู้ฉางชิงถึงให้ความสนใจกับนาง