ียนเซียวไม่เข้าใจ พร้อมหันไปมองถังอิง
ถังอิงนั่งเหม่อลอยไปพักใหญ่ ทว่าก็ยังหาคำตอบที่เหมาะสมไม่ได้ จึงพูดอย่างเขินอาย “รอข้าคิดได้ก่อน แล้วจะบอกเจ้า”
“อ้อ!” เทียนเซียวรับคำเบา ๆ
ถังอิงอยากเปลี่ยนเรื่อง จึงมองไปทางเทียนเซียวด้วยความอยากรู้ “เอ่อ ทำไมเขาถึงต้องไปที่โรงเหล้าฟ้าเหมันต์กับเจ้าด้วยล่ะ?”
“ความลับ” เทียนเซียวไม่อยากพูดอะไรมาก
ถังอิงถามไม่ได้คำตอบ ทว่าในใจลอบไม่ยอมแพ้ จึงจ้องมองไปทางเทียนเซียว “เจ้าจะไม่ยอมบอกดี ๆ จริง ๆ หรือ?”
“ไม่มีอะไรต้องพูด” เทียนเซียวพูดอย่างหนักแน่น
แต่ถังอิงกลับเกาะติดไม่ปล่อย “ถ้าเจ้าไม่บอกข้า ข้าจะพร่ำบ่นใส่เจ้าตลอดเลยนะ”
เทียนเซียวถึงกับมึน และรีบหันไปมองลู่เฉินที่อยู่ข้าง ๆ “ผู้อาวุโส ท่าน…”
“เป็นอย่างไร รู้แล้วใช่หรือไม่ว่านางน่าปวดหัวขนาดไหน?” ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น
เทียนเซียวเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
ลู่เฉินยิ้มเล็กน้อย “เดี๋ยวพอขึ้นฝั่งแล้วก็หนีนางไปเลย”
“ได้!” เทียนเซียวปรารถนาแบบนั้นอยู่พอดี
ถังอิงกลอกตาใส่ “เฮ้ ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ พวกเจ้าอย่าคิดว่าข้าเป็นคนโง่ได้หรือไม่?”
เทียนเซียวพลันหัวเราะแห้ง ๆ ขึ้นมา ส่วนถังอิงยกมือข้างหนึ่งตบลงบนไหล่ของเทียนเซียว “เจ้าอย่าคิดจะหนีจากข้าล่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าข้าจับเจ้าได้ จะทำให้เจ้ารู้ว่าข้าน่ากลัวแค่ไหน”
“เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าจะหนี เป็น… เป็นผู้อาวุโสต่างหาก” เทียนเซียวพูด
ถังอิงทราบดีว่า