งการคนอย่าคิดเลย ข้าไม่มีทางทำตามที่เจ้าต้องการหรอก”
ลู่เฉินจ้องชายตาบอดพลางยิ้มพูด “พูดเช่นนี้ เจ้าไม่แลกแล้วสินะ?”
“ถูกต้อง” ชายตาบอดยิ้มบาง ๆ แล้วทำธุระของตนต่อไป
แต่ทุกคนสงสัยว่าคนทั้งสองพูดคุยอะไรกันแบบคลุมเครือ ทำไมพอเข้ามาก็พูดถึงสุราที่แพงที่สุด แล้วก็พูดถึงการแลกคน
จนสุดท้ายชายตาบอดก็ไม่สนใจลู่เฉินอีก ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนมองดอกไม้ในหมอก
“งั้น… ถ้าข้าลงมือล่ะ?” ลู่เฉินมองเขาพลางยิ้ม
เมื่อทุกคนได้ยินว่าชายหนุ่มจะลงมือ ต่างตกใจไปตาม ๆ กัน บางคนถึงกับเอ่ยปากบอกลู่เฉินว่า “ไอ้หนู เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”
“ไอ้หนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าโรงเตี๊ยมนี้เป็นของใคร?”
“ไอ้หนู ก่อนจะลงมือ เจ้าควรคิดให้ดีเสียก่อน”
ลู่เฉินกลับมองไปยังทุกคน พลางถามด้วยรอยยิ้ม “อย่างไรหรือ โรงเตี๊ยมนี้มีอะไรพิเศษหรือ?”
“พูดเล่นหรือไง โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นสมบัติของโรงเหล้าฟ้าเหมันต์ในพื้นที่ที่เจ็ด และโรงเหล้าฟ้าเหมันต์ก็ผลิตสุราชั้นดีมากมาย ดังนั้นในพื้นที่ที่เจ็ด ตัวประหลาดเฒ่าจำนวนมากล้วนเป็นลูกค้าของพวกเขา ถ้าเจ้าไปล่วงเกินโรงเหล้าฟ้าเหมันต์ เจ้าก็จบสิ้นแล้ว” มีคนอธิบายความร้ายกาจของ ความสัมพันธ์นี้ให้ลู่เฉินฟังอย่างละเอียด
ทว่าชายหนุ่มทำเพียงยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น ส่วนชายตาบอดจ้องมองมาที่ลู่เฉิน พลางพูดเสียงเย็นชา “ไอ้หนู ก่อนจะลงมือ เจ้าควรพิจารณาให้ดีว่าตัวเองมีปัญญา ไปล่วงเกินโรงเหล้าฟ้าเหมันต์ห