อนพลังเข้าไปในหินประหลาดนั้น และวิญญาณในค่ายกลก็ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับต้องการกลืนกินลู่เฉิน
แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะออกมา แม้แต่แผ่นหินฉวิญญาณยังกลืนกินวิญญาณ ที่ไร้ประโยชน์ต่อลู่เฉินไปทีละตน จนสุดท้ายค่ายกลเหลือเพียง ‘เปลือกว่างเปล่า’
ทุกคนที่เห็นภาพนั้นถึงกับตะลึงงัน
อวิ๋นเมิ่งหนิงอุทานด้วยความตกใจ “เจ้าหนุ่มผู้นี้ทำได้อย่างไรกัน!?”
“ไม่ต้องสนใจว่าเขาทำได้อย่างไร ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องถอยก่อน” เจ้าสำนักรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงตัดสินใจให้ทุกคนถอยไปพร้อมกัน
แต่ใครจะรู้ว่าลู่เฉินเพียงโบกมือ ค่ายกลที่เคยขังเขาไว้ก็แตกกระจาย พร้อมกลายเป็นขังอวิ๋นเมิ่งหนิงและคนอื่น ๆ เอาไว้ข้างในแทน
ทุกคนตกใจจนสีหน้าซีดเผือด และพากันโจมตีค่ายกลนี้ แต่กลับพบว่าค่ายกลนี้แข็งแกร่งมาก พวกเขาจึงไม่สามารถบุกออกไปได้
“ไอ้หนู รีบปล่อยพวกเราเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าหนู เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?”
สีหน้าของอวิ๋นเมิ่งหนิงดูไม่ดีเลย “เขาถึงกับเปลี่ยนแปลงกลไกของค่ายกลไปแล้ว”
เจ้าสำนักเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน “ช่างเป็นปีศาจร้าย เป็นปีศาจร้ายตัวใหญ่จริง ๆ!”
ถังอิงที่ยืนมองอยู่ถึงกับตะลึงงัน “นี่… ขังพวกเขาไว้ได้หมดแล้วหรือ?”
ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ แล้วจ้องมองคนพวกนั้น “พวกเจ้ายังจะขวางทางพวกข้าอีกหรือไม่?”
ผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างรีบบอกว่าจะไม่ขวางแล้ว แต่อวิ๋นเมิ่งหนิงกับเจ้าสำนักยังไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ อีกทั้งยังพย