ู่เฉินคงจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ดังนั้นจึงหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
แต่ชายหนุ่มกลับยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมปล่อยให้วิญญาณโลหิตเหล่านี้โจมตีอย่างอิสระ ทว่ากลับไม่สามารถทำอะไรวิญญาณของลู่เฉินได้เลย
เรื่องนี้ทำให้ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตรู้สึกสงสัย พร้อมจ้องมองลู่เฉิน “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย?”
“วิญญาณเหล่านี้อ่อนแอเกินไป เจ้าควรจะหาให้เก่งกาจกว่านี้หน่อย หากไม่ได้ล่ะก็ข้าคงทำได้เพียงจับเจ้าซะ” คำพูดของลู่เฉินทำให้ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต รู้สึกโมโหจนก่นด่าออกมา
ต้วนเสี่ยและเซี่ยอีฉานตกตะลึงขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาไม่คิดว่าปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต จะไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้
ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ช่างเถิด ควรจะจบได้เสียที”
“จบ?” และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินจึงนำศิลาวิญญาณออกมา และสลักบางอย่างด้านบนพร้อมโยนไปรอบ ๆ และขณะที่โยนออกไปนั้น หลอกโลหิตรอบ ๆ ก็กระจายตัวออก ค่ายกลจึงค่อย ๆ หายไป
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตยืนอยู่แห่งหนึ่ง พร้อมโบกสะบัดธงสีแดงอันเล็กในมือ ราวกับกำลังควบคุมค่ายกลอยู่
แต่เมื่อค่ายกลหายไป เขาจึงไม่ได้ควบคุมสิ่งใด
ดังนั้นปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต จึงจ้องมองลู่เฉินด้วยแววตาน่ากลัว “เจ้า… เหตุใดเจ้าจึงเปิดค่ายกลนี้ได้?”
ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางมองปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต “เจ้าคิดว่าอย่างไรกัน?”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเห็นลู่เฉินไม่พูดใด ๆ จึงทำเพียงหมุนตัวและคิด