งสนใจ”
ต้วนเสี่ยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เพียงคำสั่งเดียวของลู่เฉิน เขาจึงถอยออกมาจากพื้นที่จิตของชายหนุ่ม และหลอมรวมเข้าไปยังกายเนื้อ
เซี่ยอีฉานที่อยู่อีกด้านหนึ่งยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นายท่าน นี่คือ…”
“จัดการแล้ว” เมื่อลู่เฉินพูดจบ ต้วยเสี่ยจึงเดินนำทางไปด้านหน้า
เซี่ยอีฉานเอ่ยถามด้วยความตกใจ “จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
ไม่เพียงเซี่ยอีฉาน ทว่าบรรดาผู้พิทักษ์โลหิตที่ยังมีชีวิตอยู่บริเวณรอบ ๆ นั้น ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
ต้วนเสี่ยไร้ยางอาย ะรอมหมุนเท้าเดินนำลู่เฉินไปยังบันได
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จึงมาถึงเชิงเขาของภูเขาสูงลูกหนึ่ง ภูเขาสูงนี้มีบันไดอยู่มากมาย และเพียงมองขึ้นไปก็สามารถเห็นเมฆหมอกได้
“คือที่นี่” ต้วนเสี่ยรู้สึกหดหู่ใจพลางชี้นิ้วไปด้านหน้า
ขณะนั้นเอง เสียงดังโกนดังขึ้นมา “ต้วนเสี่ย เจ้ามาผู้ใดมาที่นี่?”
เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว ต้วนเสี่ยจึงตกตะลึงขึ้นมา “ปะ… ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต!”
ชื่อเสียงของปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต ทำให้เซี่ยอีฉานหวาดกลัวขึ้นมาเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงหันไปพูดกับลู่เฉิน “นายท่าน พวกเรารีบไปเถิด ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง และยังเชี่ยวชาญในการดูดโลหิตของยอดฝีมือด้วย!”
ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “คนที่ต้องไปก็คือเขา”
เขา?
ทุกคนไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร แต่เจ้าของน้ำเสียงนั้นค่อย ๆ