ยพวกเราได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ซูวั่งเยว่ชุดแดงก็พูดอย่างเคร่งขรึม “รอจนกว่าเขาจะกำจัดวิญญาณสัตว์อสูรตัวนี้ก่อนเถอะ!”
ซูวั่งเยว่ชุดเขียวตั้งตารอ ทางลู่เฉิน หลังจากรับการโจมตีมาระยะหนึ่งแล้วก็พลันส่งยิ้มให้กับวิญญาณอสูร พลางพูดว่า “เอาละ เกือบจะพอแล้ว”
“เป็นอันใด? เจ้ากลัวหรือ?” กวางอสูรสองหัวคิดว่าลู่เฉินกำลังจะตายแล้ว จึงถามขึ้นอย่างเย้ยหยัน
ลู่เฉินมองมันด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่ว่าข้านึกกลัว แต่เป็นเจ้าที่ไม่มีคุณค่าให้ใช้สอยอีกต่อไป ดังนั้นข้าควรจะจับเจ้าไปมอบให้กับเทือกเขาเจ็ดหิมะ เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จได้แล้ว!”
“จับข้าหรือ? เจ้าล้อเล่นกับข้าหรืออย่างไร?” กวางอสูรสองหัวกล่าวกลั้วหัวเราะ
ทางลู่เฉินหยิบแผ่นหินฉวิญญาณออกมา
ร่างแยกของกวางอสูรสองหัวถูกดูดเข้าไปทันที จากนั้นลู่เฉินก็หยิบป้ายไม้ที่ผู้เฒ่าหลู่ให้ ออกมาผนึกวิญญาณอสูรเอาไว้ข้างใน
ในขณะนี้เอง รูปร่างที่แท้จริงของกวางอสูรพลันส่งเสียงตะโกนอยู่ในผนึก “ไอ้สารเลว ปล่อยร่างแยกวิญญาณของข้าไปนะ!”
“ใช่ว่าจะปล่อยเจ้าไปไม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันมีคุณค่าให้ใช้สอยแค่ไหน” ลู่เฉินตัวลงนั่งยอง ๆ ลงข้าง ๆ ผนึก พลางยิ้มให้กับวิญญาณอสูรที่ถูกผนึกไว้ด้านล่าง
“เจ้าต้องการอะไร?” กวางอสูรสองหัวจำประนีประนอม
ลู่เฉินคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดว่า “ความจริงนี่ขึ้นอยู่กับเจ้า”
กวางอสูรสองหัวรู้สึกหดหู่เป็นอย่างยิ่ง “เช่นนั้นตราบใดที่เจ้าปล่อยร่างแย