นใจ”
“น่าสนใจ?”
ชายหนุ่มอยากพูดถึงเรื่องการ ‘ฝึกฝน’ แต่เขาไม่สามารถพูดอย่างชัดเจนได้ จึงยิ้มพลางมองเขา “เจ้านำทางไปก็พอ”
“ขอรับ” เซี่ยอีฉานไม่กล้าถามให้มากความ
ดังนั้นในวันที่สาม คนทั้งสามจึงมาถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังปราณที่อุดมสมบูรณ์ด้านนอกภูเขา แต่ที่นี่มีพลังการรับรู้ค่อนข้างอ่อนแอ สามารถมองเห็นสถานการณ์ได้เพียงในระยะสิบกว่าก้าวเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ด้านหน้ารอบด้านยังเต็มไปด้วยค่ายกล และมีเพียงทางเข้าเดียว
เมื่อเซี่ยอีฉานนำลู่เฉินและคืนอื่น ๆ มาถึงเชิงเขา ที่นั่นก็ยังมีกลุ่มผู้พิทักษ์เดินลาดตระเวนอยู่เลย
เซี่ยอีฉานจึงนำแผ่นป้ายออกมาพลางพูด “ข้าเป็นเจ้าสำนักแห่งสำนักเหมันต์!”
คนเหล่านี้จำหลวงจีนเซี่ยอีฉานได้ และยังมีแผ่นป้าย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ขัดขวางเซี่ยอีฉาน พร้อมให้เขาขึ้นไปบนภูเขา
ตอนแรกภูเขานี้ดูสงบสุขราวกับไม่มีสิ่งใด
แต่เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง บริเวณรอบ ๆ กลับเกิดลมประหลาดขึ้น อีกทั้งยังสามารถได้ยินเสียงลมโชยมาจากที่มืด ในขณะเดียวกันยังได้ยินเสียงร้องไห้ของสตรี
ฮั่วเตาหลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นขึ้น
ลู่เฉินมองไปยังด้านข้างของทางเดินนี้ ซึ่งเป็นที่มาของเสียงร้องไห้ที่ดังขึ้น
“นายท่าน อย่ามองขอรับ ภายในนั้นไม่สามารถไปได้”
“เพราะเหตุใด?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ว่ากันว่าภายในนั้นมีวิญญาณของหญิงสาวอยู่ นางแข็งแกร่งมาก ดังนั้นจึงถูกจัดให้เป็นสิ่งประหล