งก่อร่างกายขึ้น”
ลู่เฉินพบว่ามันน่าสนใจมาก จึงเหลือบมองไปที่เสวี่ยหลิงเยว่ด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีสิ่งที่เจ้าต้องการอยู่หลังประตูหินสีดำนี้?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ สีหน้าเสวี่ยหลิงเยว่ก็ดูน่าเกลียดยิ่ง ก่อนที่นางจะพูดว่า “เป็นราชันกระดูกภูตที่บอกข่าวกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะได้รับพลังข้างใน เขาจึงร่วมมือกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้วยมีตราประทับพิเศษอยู่ที่ประตูหินซึ่งไม่สามารถทำลายได้ ดังนั้นเราจึงทำได้แต่เฝ้าอยู่ที่นี่ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งผนึกนี้จะอ่อนกำลังลง”
“ที่แท้เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้” ลู่เฉินพึมพำ
เสวี่ยหลิงเยว่โกรธมาก “ไอ้สารเลว!”
“ด่าข้าไปก็ไม่มีประโยชน์!” หลังจากลู่เฉินพูดจบ เขาก็วางแผนที่จะถามคำถามต่อไป
เสวี่ยหลิงเยว่ดูหวาดกลัวมากเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเอ่ยอีกครั้ง “เจ้า… เจ้าคิดจะทำอันใดอีก?”
“ปกติแล้วสตรีศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่ที่ไหน” ลู่เฉินถาม ขณะจ้องมองไปที่เสวี่ยหลิงเยว่
เสวี่ยหลิงเยว่พูดอย่างประหม่า “ข้าไม่รู้”
“โอ้? เจ้าไม่รู้จริง ๆ งั้นหรือ?”
“ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยเผยร่าง นางมักติดต่อข้าผ่านรูปปั้นน้ำแข็งเสมอ” เสวี่ยหลิงเยว่พูดออกไปอย่างไม่อาจควบคุมปากตัวเอง
หลังจากชายหนุ่มเข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาก็ทำการโบกมือ เสวี่ยหลิงเยว่พลันผล็อยหลับไป จากนั้นลู่เฉินก็ซ่อนเสวี่ยหลิงเยว่ไว้ใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’
เฮยหลวนตกใจเมื่อเห็นเสวี่ยหลิงเยว่ถูกจับตัว