ษะอะไรเช่นนั้น
ใครจะคาดว่าลู่เฉินกลับยิ้มและพูดออกมา “เท่านี้เองหรือ?”
ไม่เป็นอะไร?
ผู้คนในบริเวณนั้นมองหน้ากัน ผู้เฒ่าเตาพลันมีสีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ “เจ้า… เหตุใดจึงไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย?”
“ข้าหรือ เหตุใดข้าต้องเป็นอะไรด้วยเล่า?” ลู่เฉินย้อนถามอีกฝ่าย
ผู้เฒ่าเตามีสีหน้าไม่ดีนักและเอ่ยถาม “เช่นนั้นกระบี่ของข้า?”
“กระบี่ของเจ้า ต้องขออภัยด้วย”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม กระบี่วิญญาณเล่มดังกล่าวลอยขึ้นมาล้อมรอบตนเอง “เห็นแล้วใช่หรือไม่?”
ทุกคนตะลึงขึ้นมา พวกเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถควบคุมกระบี่วิญญาณของผู้เฒ่าเตาได้จริง ๆ
ราชันค่ายกลพูดด้วยความตกตะลึง “นี่ เป็นไปได้อย่างไร!?”
ไม่เพียงราชันค่ายกลพูด ทว่าผู้คนในบริเวณนั้นต่างคาดไม่ถึง
ผู้เฒ่าเตาลองควบคุมมันอีกครั้ง และพบว่าไม่สามารถควบคุมกระบี่วิญญาณของตนได้ เขามีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้าทำสิ่งใดกับมัน?”
“ตอนนี้มันเป็นของข้า หากเจ้าอยากให้มันกลับไปหาก็จงยอมแพ้ซะ มิเช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงทำลายมัน และเมื่อถึงเวลานั้นก็อย่าได้กล่าวโทษข้าล่ะ” เพียงประโยคเดียวของลู่เฉินทำให้ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพลิกเป็นฝ่ายข่มขู่ผู้เฒ่าเตาได้
ผู้เฒ่าเตารู้สึกโมโหจนอยากจะตายไปซะ
ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้เฒ่าเตา “เป็นอย่างไร? ตัดสินใจได้แล้วหรือยัง?”
ผู้เฒ่าเตาไม่ตัดสินใจ และยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ข้าแนะนำว่าทางอย่าทำลายมัน มิเช