่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของข้า”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินไม่ชอบการถูกข่มขู่ จึงเก็บกระบี่วิญญาณเข้ามา
ผู้เฒ่าเตาพลันร้อนใจ “เจ้าทำสิ่งใดกับมัน?”
“เก็บมันเข้ามา และเมื่อเก็บมันเข้ามาแล้วก็ไม่แน่ว่าอาจจะทำลายมันด้วย”
ผู้เฒ่าเตาหวาดกลัวขึ้นมาทันที เพราะกระบี่วิญญาณนี้ตนใช้เวลานานในการหลอมมันขึ้นมา ดังนั้นจึงรีบตอบกลับ “ข้ายอมแพ้”
ทุกคนรู้สึกสับสน พวกเขาคิดไม่ถึงว่าผู้เฒ่าเตาจะยอมเช่นนี้
ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมา “มอบแผนที่ให้ข้า”
ผู้เฒ่าเตาทำได้เพียงมอบแผนที่หนังอสูรให้แก่ลู่เฉิน จากนั้นเขาจึงมอบกระบี่วิญญาณคืนให้แก่ชายชรา แต่ผู้เฒ่าเตากลับพูดด้วยความโมโหขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม จงดูแลมันให้ดีที่สุด เพราะข้าสามารถนำมันคืนกลับมาได้ตลอดเวลา!”
พูดจบ ผู้เฒ่าเตาก็ออกไปด้วยความโมโห
หลังจากทุกคนเห็นดังนั้นจึงกรูกันเข้ามา คนเหล่านี้ต่างร้องขอให้ลู่เฉินมอบผลไม้ให้แก่ตน
ลู่เฉินมองคนเหล่านี้พลางมองไปยังราชันค่ายกลภูติ “ภายในหอผู้อาวุโส นอกจากคนเหล่านี้ยังมีผู้อื่นหรือไม่?”
“ยังมีอีกหนึ่งคน หนึ่งในสามผู้ชั่วร้าย ราชันโหยวหยุน” ราชันค่ายกลภูติตอบกลับ
“แล้วเขาล่ะ?”
“เขาเก็บตัวและไม่ปรากฏตัวมานานนับหมื่นปีแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงไม่รู้ว่าเขาไปยังที่ใด” ราชันค่ายกลภูติอธิบาย
“หมื่นปี?” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“อืม”
“เช่นนั้นพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขายังมีชีวิตอยู่?”
“ทุก ๆ ช่วงเวลาหนึ