วามว่ายังมีทางที่ข้าจะออกไปจากที่นี่ได้น่ะสิ”
ราชันคุมวิญญาณคิดว่าลู่เฉินแค่พูดอย่างดื้อดึงไปอย่างนั้น จึงเอ่ยหยอกล้อว่า “อย่าเสียแรงเปล่าเลย มันไร้ประโยชน์!”
ลู่เฉินไม่ได้พูด แต่ยังคงพยายามเดินไปรอบ ๆ พื้นที่แห่งนี้ โดยวางปราการวิญญาณหลายชั้นไว้ในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย
ราชันคุมวิญญาณคิดว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาทางหนี ดังนั้นจึงล้อเลียนว่า “ข้าบอกแล้ว เจ้าไม่สามารถหลบหนีได้”
“ตราบใดที่ยังมีความหวังริบหรี่ ข้าก็จะทำ”
“จุ๊ ๆ เจ้าช่างดื้อดึงนัก” ราชันคุมวิญญาณหัวเราะ
“หากไม่ดื้อดึงพอ จะขับไล่ค่ายแดงออกไปได้อย่างไรเล่า?”
“นั่นเป็นขยะจากค่ายแดง มันเกี่ยวอะไรกับค่ายน้ำเงินของเรากัน?” ราชันคุมวิญญาณพูดอย่างเหยียดหยาม
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ถามขณะเตรียมการว่า “เช่นนั้นค่ายน้ำเงินของเจ้าแข็งแกร่งกว่าค่ายสีแดงงั้นรึ?”
“ย่อมแน่นอน เจ้าถามไร้สาระเสียจริง” ราชันคุมวิญญาณยืนยัน
ชายหนุ่มยิ้มและหยุดเดินเตร่ พร้อมหันไปมองทางหนึ่งแล้วพูดว่า “ถึงเวลาที่เจ้าจะออกมาแล้ว”
“เจ้าพูดให้ข้าออกไปหา ข้าก็ต้องไปรึ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกัน?” ราชันคุมวิญญาณยิ้มแปลก ๆ
ลู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้าย จากนั้นก็ปล่อยกุ่ยเจี๋ยและเงาสายฟ้าออกมา ภายใต้การจัดการของลู่เฉิน พวกมันต่างโจมตีไปในจุดเดียวกัน
แสงสีดำวูบไหว ก่อนที่วิญญาณของราชันคุมวิญญาณจะปรากฏตัวขึ้น
ราชันคุมวิญญาณตกใจมาก “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”
“ตอนที่ข้า