จ้าตำหนักพูดจบ เขาก็กลัวว่าผลไม้ของลู่เฉินจะถูกผู้อาวุโสเหล่านี้ชิงไป จึงรุดเข้าไปในค่ายกลพลางพูดกับผู้อาวุโสสาม “เอาละ ให้ข้าเข้าไปด้วย!”
“ขอรับ!” ผู้อาวุโสสามกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ไม่นานเจ้าตำหนักก็เข้าไปในโลงศพ แต่สิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือหลังจากเข้าไปแล้วกลับเห็นลู่เฉิน ผู้อาวุโสห้า ผู้อาวุโสสี่ ผู้อาวุโสเจ็ด และผู้อาวุโสสิบกำลังพูดคุยกัน
“เหตุใดจึงยังไม่จับกุมตัวเขาอีก?” เจ้าตำหนักพูดด้วยท่าทางโกรธเคือง
เหล่าผู้อาวุโสไม่ได้พูดอะไร แต่ลู่เฉินกลับแย้มยิ้มแล้วเอ่ยบอกอีกฝ่ายที่ยังคงไม่รู้ตัว “เพราะว่าพวกเขาเป็นคนของข้า”
“ว่าไงนะ เป็นไปไม่ได้!” สีหน้าของเจ้าตำหนักเปลี่ยนไปอย่างมหันต์
“ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ผู้อาวุโสสามเองก็เป็นคนของข้าเช่นกัน” ชายหนุ่มมองเจ้าตำหนักด้วยรอยยิ้มที่แสร้งทำเป็นเห็นใจ
ทันใดนั้น สีหน้าของเจ้าตำหนักก็พลันย่ำแย่ เขาคิดจะหนีออกไปจากศาสตราวิญญาณนี้ แต่กลับพบว่าออกไปไม่ได้ จึงกัดฟันกรอดแล้วตวาดลั่น “เหตุใดพวกเจ้าถึงคิดช่วยมัน!”
ผู้อาวุโสทั้งหลายไม่ได้ตอบ
ดังนั้นเจ้าตำหนักจึงได้แต่หันกลับไปจ้องลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำอะไรกับพวกเขา?”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?”
เจ้าตำหนักแทบคลั่ง เขาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน “เจ้าหนุ่ม เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถฆ่าเจ้าได้!”
“ฆ่าข้า? เจ้าแน่ใจรึว่าจะทำได้?”
เจ้าตำหนักขบฟันด้วยความเดือดดาล “ข้าจะแสดงให้เจ้าดู!”
หลังจากพูดเช่นนั้นแ