ียงแค่ว่าเจ้าเก่งกาจ ดังนั้นหากนำตัวนางเข้ามา นางก็จะสามารถหลอกล่อให้เจ้าเข้ามาที่นี่ได้” ไป๋เซียงค่อย ๆ เปิดเผยความจริงแก่ลู่เฉิน
เขายังสงสัย “เหตุใดต้องหลอกล่อให้ข้าเข้ามาที่นี่?”
ไป๋เซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “องค์หญิงของเราต้องการหาผู้ที่มีวรยุทธ์ดี ๆ สักคน อีกทั้งยังต้องเป็นผู้ที่มีทักษะอันแข็งแกร่ง แต่ผ่านมาหลายปีแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดเหมาะสม”
“หาผู้ที่แข็งแกร่งไปทำไมกัน?” ชายหนุ่มจ้องมองไป๋เซียงพลางเค้นถาม
“คำถามนี้เจ้าจำเป็นต้องถามองค์หญิงเอง” ไป๋เซียงตอบ
หลังอีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้น ลู่เฉินจึงเพียงพูดขึ้นว่า “ออกไปเถิด”
ไป๋เซียงแปลกใจ “เจ้าไม่กำจัดพลังในร่างกายข้าอย่างนั้นหรือ?”
“กำจัดเพื่อสิ่งใด?”
ไป๋เซียงมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เช่นนั้นเจ้าคิดจะปล่อยไปเช่นนี้หรือ?”
“ใช่!”
ไป๋เซียงไม่รู้จริง ๆ ว่าควรพูดอย่างไรต่อไป แต่ลู่เฉินให้นางออกไป ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงต้องออกไป
จากนั้นชายหนุ่มจึงเริ่มตรวจสอบเฮยหลวน และพบว่าวิญญาณของนางดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากอะไรบางอย่าง ทำให้นางไม่สามารถขยับกายได้
“ดูเหมือนต้องถามองค์หญิงผู้นี้เสียหน่อยว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องใดขึ้น” หลังจากลู่เฉินพึมพำออกมาแล้วก็ออกจากที่นี่ไป
ด้านนอกในขณะนั้น องค์หญิงไป๋ฮวามองเฮยหลวนที่ไม่ขยับกายอยู่พลางยิ้มออกมา จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง กลุ่มแสงสีเขียวจึงสว่างวาบขึ้น ไป๋เซียงปรากฏตัวออกมาทันที
เมื่อเห็