ไป๋เซียงเอ่ยอย่างดูถูก
“ควรพูดเช่นไรดี ไม่ง่ายเลยที่เจ้าหนุ่มผู้นี้จะมาที่นี่ได้อย่างราบรื่น ”
“นั่นเป็นเพราะคนของประมุขพฤกษาทมิฬไม่ได้เรื่อง” ประโยคเดียวของไป๋เซียงก็ทำให้พ่างจื่อรู้สึกลำบากใจขึ้นมา
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็เดินไปยังไป๋เซียง นางจึงรีบเอ่ยถามองค์หญิงไป๋ฮวาขึ้นมาทันที “องค์หญิง หม่อมฉันลงมือได้หรือไม่?”
“ได้ แต่ไว้หน้าเสียหน่อย อย่าทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวเกินไปเล่า” องค์หญิงไป๋ฮวาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เมื่อไป๋เซียงได้ฟังก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา “เจ้าค่ะ”
ภายในพริบตา ไป๋เซียงก็ดูราวกับเงาภูตผี พร้อมพุ่งตัวไปตรงหน้าลู่เฉิน และใช้ฝ่ามือแสงสีเขียวโจมตีไปบนร่างกายของชายหนุ่ม
แต่เมื่อโจมตีลงไป ลู่เฉินก็กลายเป็นมนุษย์กระดาษ พร้อมปรากฏตัวขึ้นอีกสถานที่หนึ่งในตำหนัก
ไป๋เซียงชะงักไปครู่หนึ่ง “สมบัติวิญญาณ?”
ทว่าองค์หญิงไป๋ฮวากลับยิ้มออกมา “ไป๋เซียง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดนะ”
“เช่นนั้น หม่อมฉันจะทำให้เขารู้ถึงความเก่งกาจของหม่อมฉัน!” ไป๋เซียงปลดปล่อยหมอกสีเขียวมากมายออกมาทันที จากนั้นมันก็เข้าไปปกคลุมชายหนุ่มเอาไว้
พ่างจื่อและชายชราตะลึงขึ้นมาทันที
ไป๋เซียงจ้องมองลู่เฉินพลางพูดอย่างเย้ยหยัน “เจ้าหนุ่ม หากยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป มิเช่นนั้น ข้าอาจจะแสดงฝีมืออันโหดร้ายออกมาทำลายเจ้าก็ได้นะ”
“เพียงแค่หมอกพิษเล็กน้อยของเจ้าก็คิดจะทำให้ข้ายอมแพ้แล้วหรือ? เจ้าประเ