ั้น ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?”
“เจ้าก็ทำไม่ได้หรือ?” ผู้อาวุโสสี่แปลกใจ
ผู้อาวุโสเจ็ดส่ายหน้า “ไม่ได้”
“แปลกจริง” ผู้อาวุโสเอ่ยด้วยความแปลกใจ
ไม่เพียงผู้อาวุโสสี่เท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสสิบก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินที่อยู่บนลานประลองได้แสยะยิ้มอยู่ตรงหน้าเฮยหลวน “มา เรียกอาจารย์ให้ข้าฟังหน่อย”
เมื่อทุกคนได้ยินก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะเฮยหลวนเป็นยอดฝีมือหญิงอันดับหนึ่งแห่งหุบเขาลึก ทว่าตอนนี้กลับถูกชายหนุ่มจับ ทั้งยังถูกบีบให้เรียกเขาว่าอาจารย์ ดังนั้นทุกคนจึงเริ่มโห่ร้องขึ้นมา
บนลานประลอง กานจิ่วเม่ยเข้าใกล้พลางเอ่ยว่า “ศิษย์พี่หญิงเฮยหลวน ท่านเรียกเขาเสียหน่อยเถิด อย่างไรเขาก็เก่งกาจปานนั้น และท่านก็จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานด้วย”
เฮยหลวนโมโหจนพูดไม่ออก
ชายหนุ่มยิ้มพลางมองนาง “เมื่อครู่มีคนเห็นมากมาย กลับคำไม่ได้หรอกนะ!”
“ข้าไม่กลับคำ แต่!…”
“แต่อะไร?”
คนอื่น ๆ ก็อยากรู้เช่นกัน ดังนั้นแต่ละคนจึงมองเฮยหลวนด้วยความแปลกใจ ทว่าหญิงสาวกลับพูดด้วยความกังวลใจ “อาจารย์ของข้าคือผู้อาวุโสรอง หากข้าเรียกเจ้าว่าอาจารย์ เช่นนั้น… อาจารย์ของข้าคงจะสังหารข้าได้?”
“นี่เจ้าข่มขู่ข้าหรือ?”
เฮลหลวนมีสีหน้าหดหู่ “หากไม่เชื่อ เจ้าลองถามผู้อาวุโสท่านอื่นถึงนิสัยของอาจารย์ข้าก็ได้”
คำถามนี้ผู้อาวุโสทั้งสามย่อมสามารถตอบได้ ดังนั้นผู้อาวุโสสิบจึงทะยานลงมา และยืนอยู่ด้านข้างลานประลองพร้อมพูดกับลู่