นอยู่ท่ามกลางผืนป่าที่เต็มไปด้วยเสียงร้องของเหล่าอสูรปีศาจ
กานจิ่วเม่ยตกตะลึงนิ่งอึ้งไป “ที่นี่คงจะไม่ใช่ป่าอสูรคลั่งหรอกนะ?”
“ป่าอสูรคลั่ง?” ลู่เฉินสงสัย
กานจิ่วเม่ยอธิบายว่า “หุบเขาลึกแห่งนี้มีลานฝึกฝนจำนวนไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือป่าอสูรคลั่ง!”
“มีอะไรพิเศษหรือ?”
“อสูรปีศาจส่วนมากที่หุบเขาลึกจับมานั้น จะถูกนำมาไว้ที่นี่” กานจิ่วเม่ยตอบกลับ
“เช่นนั้น รู้เส้นทางหรือไม่?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม
กานจิ่วเม่ยส่ายศีรษะปฏิเสธ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินจึงพูดขึ้นว่า “เช่นนั้นออกเดินทางเถิด”
กานจิ่วเม่ยขานรับ กู่ซานฉงก็เดินไปอย่างเงียบ ๆ เช่นกัน
แต่ตอนนี้ ชายหนุ่มต้องการแยกแยะทิศทางภายในค่ายกลนี้ให้ชัดเจน ดังนั้นจึงเดินไปพลางวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ภายในค่ายกลนี้ไปด้วย
ใครจะรู้ว่า เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งก็ได้พบกับคนกลุ่มใหญ่
คนเหล่านี้กำลังมองไปรอบ ๆ
กานจิ่วเม่ยและคนอื่น ๆ เดินเข้าไปด้วยความแปลกใจ ก่อนจะได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังมองดูบางคนแย่งชิงอสูรปีศาจกันอยู่พอดี
เห็นเพียงจูเก๋อหลิงเฟิงกำลังเผชิญหน้ากับเฮยหลวน จิงอีฉุย และอีกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับอีกสองคนที่ติดตามเฮยหลวนมา
ขณะเดียวกัน ระหว่างหกคนนี้ มีอสูรปีศาจตนหนึ่งถูกตาข่ายขังไว้ และอสูรปีศาจตนนี้ดูเหมือนกับสุนัขตัวเล็กตัวหนึ่ง แต่ทั้งลำตัวเป็นสีม่วง แววตาสีม่วงเปล่งแสงออกมาทั้งสองข้าง
กานจิ่วเม่ยเห็นเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง “สุนัขอินทนิล!”
ลู่