ม่พูด พวกเขาก็ไม่รู้ และทำได้เพียงคาดเดาเท่านั้น
ส่วนลู่เฉิน ถึงแม้ในขณะนั้นจะนั่งอยู่ที่นั่น แต่จิตของเขาได้ผนึกเข้ากับกุ่ยเจี๋ยไปเสียแล้ว
เพราะทักษะการซ่อนอำพรางตัวของกุ่ยเจี๋ยนั้นแข็งแกร่งมาก และยิ่งเขาไม่ใช้พลังแบบสิ้นเปลือง ก็ยากที่จะพบการมีตัวตนอยู่ได้ ดังนั้นกุ่ยเจี๋ยจึงสามารถเดินทะลุผ่านผู้คนไปได้อย่างง่ายดาย
โดยเฉพาะเมื่อกุ่ยเจี๋ยอยู่ภายใต้การควบคุมของลู่เฉิน เพียงไม่นานก็มาถึงด้านข้างของเฮยหลวน
เมื่อเห็นเฮยหลวนที่สวมหมวกไม้ไผ่อยู่ และสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวแทน อีกทั้งถุงมือก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ทำให้ผู้คนต่างก็ดูไม่ออกว่านางคือเฮยหลวน
ไม่เพียงเท่านั้น เฮยหลวนยังอยู่ภายในสวนส่วนตัวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลู่เฉินและคนอื่น ๆ
ขณะนั้นเอง เฮยหลวนกำลังเดินวนไปวนมา ริมฝีปากก็บ่นพึมพำ “เจ้าหนุ่มผู้นี้สมควรตาย”
เมื่อเห็นเฮยหลวนพูดเช่นนั้น ลู่เฉินก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ “หญิงสาวคนนี้”
จากนั้นลู่เฉินจึงให้กุ่ยเจี๋ยรออยู่ข้าง ๆ คอยดูความเคลื่อนไหวของนาง จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เฮยหลวนก็จากไป
เมื่อเฮยหลวนกลับไปยังถ้ำของตน เมื่อพบว่าต้นไม้ผีไฟเพลิงหายไป นางก็บันดาลโทสะออกมา “สารเลว แม้แต่ต้นไม้ของข้าก็ยังไม่ปล่อยไป!”
หลังจากก่นด่าอยู่พักใหญ่ เฮยหลวนก็จากไปอย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อเฮยหลวนปรากฏตัวอีกครั้งก็มาถึงตำหนักแห่งหนึ่ง
ตำหนักแห่งนี้คือวังผู้อาวุโส
เฮยหลวนเดินเข้าไปด้านใน กุ่ยเจี๋ยติดตามไปอย่างเงียบ ๆ