ายหนุ่มทำเพื่อผลไม้วิญญาณ ดังนั้นทั้งคู่จึงตั้งตารอดูลู่เฉิน
แต่ลู่เฉินที่ได้สติกลับมาพลันฉีกยิ้มตอบ “หาใครสักคน”
“มองหาใครสักคน?” เจี่ยอันและฟาเทียนมองหน้ากัน
ลู่เฉินไม่ได้พูดคำใดอีก แต่ใช้ตาข้างหนึ่งของอสูรตาเดียวจับจ้องสถานการณ์ในระยะหนึ่งร้อยก้าว
เห็นเพียงว่าทางเดินนั้นมืดสนิทในตอนแรก แต่หลังจากเดินไปไม่กี่ร้อยก้าวก็เห็นทางออก แต่ทางออกนั้นเปล่งแสงหลากสีเหมือนโลกแห่งความฝันอย่างไรอย่างนั้น
ดังนั้นลู่เฉินจึงเข้าไปดูใกล้ ๆ และพบว่ามีค่ายกลอยู่แห่งหนึ่ง
แต่มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับลู่เฉิน ดังนั้นชายหนุ่มจึงเดินหน้าต่อไป
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็มาถึงขอบเขตของค่ายกล และเจี่ยอันก็ร้องเตือนลู่เฉินหลังจากเห็นค่ายกลนี้ว่า “ระวังค่ายกลนี้ด้วย”
ชายหนุ่มไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก แต่ฟาเทียนนั้นอยากรู้อยากเห็น “ค่ายกลนี้มีสิ่งใดที่ไม่เหมือนค่ายกลอื่นหรือไม่?”
เจี่ยอันกล่าวว่า “มีแมลงอยู่ในค่ายกลนี้ด้วย และพวกมันจะวนเวียนอยู่ในความมืด หากเจ้าถูกพวกมันจับตามอง เจ้าก็จะตายตก ดังนั้นเจ้าต้องระวังให้ดี อย่าได้ประมาท”
ทันทีที่ฟาเทียนได้ยินว่ามีแมลงนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวทันที แต่ลู่เฉินได้เข้าไปในค่ายกลแล้ว เจี่ยอันและฟาเทียน จึงรีบตามไป
โดยรอบมีเสียงหึ่ง ๆ อยู่เต็มไปหมด เจี่ยอันมองไปยังที่มาของเสียง เมื่อเขาเห็นฝูงผึ้งสีดำตัวเล็ก ก็เบิกตากว้าง “คงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกกระมัง?”
ฟาเทียนงง “เกิดเรื่อง