าไม่ปล่อยโอกาสให้ลู่เฉินจับเขาหรือเผชิญหน้ากับเขาได้ ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่สามารถกลืนกินพลังของเขาได้ และทำได้เพียงค่อย ๆ ต้านทานการโจมตีของอีกฝ่าย
“ตอนนี้รู้ถึงความแข็งแกร่งของข้าแล้วหรือไม่” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายต้านทานไว้ตลอด แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ เสวี่ยจิ่วจึงหัวเราะลั่น
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “เช่นนั้น เจ้าคงจะประมาทไปเสียแล้ว!”
“ประมาท?” เสวี่ยจิ่วไม่รู้ว่าชายหนุ่มหมายความว่าอย่างไร
ทว่าพริบตาต่อมา จักจั่นอัสนีก็ปรากฏตัวออกมา และปล่อยสายฟ้าออกไปโจมตีผู้เฒ่าเสียทันที ขณะเดียวกัน ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ปล่อยกระบี่ทองออกไป ทำให้ผู้เฒ่าเสียเกิดบาดแผลบนร่างกายหลายจุด
เสวี่ยจิ่วตะโกนขึ้นมาว่า “กล้าเล่นเจ้าเล่ห์กับข้าหรือ?!”
“นี่เรียกว่าเจ้าเล่ห์หรือ?” ลู่เฉินยิ้มประหลาด
“ตอนนี้ข้าจะตัวต่อตัวกับเจ้า! ไม่ใช่สองรุมหนึ่ง! แต่เจ้ากลับทำลายกฎ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว!” เสวี่ยจิ่วพูดจบก็เกิดไอความเย็นขึ้นรอบกายทันที จากนั้นรอบ ๆ จึงเกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้น
ฟาเทียนและคนอื่น ๆ มองไปรอบ ๆ ทันที แต่ไม่ว่าอย่างไรรอบด้านก็ถูกกำแพงขวางไว้ จึงไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ด้านนอกกำแพงได้
ด้วยเหตุนี้ ฟาเทียนจึงถามขึ้นมาด้วยความประหม่า “นี่คือเสียงฝีเท้าใดกัน?”