ามเสียหายและถูกทำลายไปเช่นนั้น วิญญาณของเจ้าก็จะได้รับบาดเจ็บหรือถูกทำลายตามไปด้วย!” ลู่เฉินอธิบาย
แต่ผู้เฒ่าเสียกลับยิ้ม “ทำลายสมบัติวิญญาณ พูดนั้นง่ายกว่าทำนัก”
ทุกคนต่างก็คิดว่าที่ผู้เฒ่าเสียพูดนั้นไม่ผิด บางคนจึงหันไปหัวเราะใส่ลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เจ้าอวดดีเพียงนี้ มีความสามารถมากพอที่จะไปทำลายสมบัติวิญญาณของผู้เฒ่าเสียหรือ!”
บางคนยังพูดเยาะเย้ย “เจ้าหนุ่ม ไม่ไหวหรือ?”
“ทำลายสมบัติวิญญาณ? มันเป็นเพียงจินตนากันเท่านั้น!”
ขณะที่คนผู้คนกำลังหัวเราะกันอยู่นั้น ลู่เฉินก็ก้าวไปยังผู้เฒ่าเสียทีละก้าว ก่อนจะเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ ออกมา ขณะเดียวกันยังได้ใช้มือข้างหนึ่งจับตะเกียงไฟกระดูกอสูรเอาไว้
เมื่อผู้เฒ่าเสียเห็นว่าลู่เฉินกำลังเดินเข้ามาก็เผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “รนหาที่ตายหรือ?”
ผู้เฒ่าเสียถือกระบี่กระดูกไว้ในมือ คิดจะฟันไปยังลู่เฉินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มี ‘กำแพงพันชั้น’ ทำให้กระบี่เล่มนั้นทำลายไปได้เพียงแปดร้อยกว่าชั้นแล้วจึงหยุดลงในที่สุด
ลู่เฉินจึงปล่อยวิญญาณอสูรที่อยู่ภายในตะเกียงไฟนี้ออกมา
วิญญาณอสูรเหล่านี้พุ่งตรงไปยังผู้เฒ่าเสียทันที ผู้เฒ่าเสียตกตะลึงแต่มันก็สายไปเสียแล้ว วิญญาณอสูรทั้งหลายได้เข้าสู่ภายในร่างกายของเขา ทำให้ผู้เฒ่าเสียต้องแบ่งพลังส่วนมากไปรับมือกับวิญญาณอสูร ดังนั้นจึงมีพลังในการรับมือกับลู่เฉินไม่มากพอ
แต่ลู่เฉินมีไหวหริบมากพอ เขาจึงคว้ากระบี่กระดูกของอีกฝ่ายไว้ด้ว