ฉีฉีน้อยพูดขึ้นมาด้วยความกังวล “เหตุใดจู่ ๆ จึงไม่มีร่องรอย?”
ลู่เฉินมองไปยังภูเขาเหล่านั้นที่อยู่ด้านหลัง และมองไปยังพื้นหิมะตรงหน้า “ตอนนี้ หัวหน้าค่ายผู้นั้นมีสองร่าง หนึ่งคือร่างภาพลวงตาที่กลายเป็นคนอื่นถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้น ส่วนอีกร่างหนึ่งเป็นกายเนื้อที่ไม่มีวิญญาณนอนอยู่ตรงนั้น”
เมื่อฟาเทียนได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ “เช่นนั้น ร่างที่จับจอมมารหญิงไปนั้นเป็นร่างที่ไม่มีวิญญาณหรือ?”
“อืม” ลู่เฉินขานรับ
“เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่มีวิญญาณ?” ฟาเทียนไม่เข้าใจ
“มีความเป็นไปได้สองอย่าง” ชายหนุ่มคิดถึงความเป็นไปได้สองประการ
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยรีบมองไปยังอีกฝ่ายทันที เขาจึงอธิบายออกมา “ความเป็นไปได้ข้อแรกคือ มีผู้อื่นครอบครองร่างของเขาและจับจอมมารหญิงไป และอีกข้อหนึ่งคือเขายังมีร่างวิญญาณ และร่างวิญญาณนี้หนีออกมาจากกายเนื้อหรือไม่ก็ถูกทำลาย!”
เมื่อฟาเทียนและฉีฉีน้อยได้ยินประโยคดังกล่าวก็ยิ่งรู้สึกสับสน
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา “แต่ที่ข้าเดินออกมาด้านในจนมาถึงที่นี่ ก็มีเพียงกลิ่นอายของจอมมารหญิง เช่นนั้นความเป็นไปได้ที่จะหนีนั้นจึงตัดออกไป จึงเหลือเพียงแค่ความเป็นไปได้ที่อาจจะถูกทำลาย!”
“ทำลาย? จอมมารหญิงเป็นคนทำลาย?” ฟาเทียนราวกับคิดอะไรบางอย่างออก
ฉีฉีน้อยจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ถ้าหากศิษย์พี่หญิงเก่งกาจเพียงนั้น เช่นนั้นเหตุใดจึงถูกเขาจับมาถึงที่นี่ได้?”
ฟาเทียนตกอยู่ในความสับสนอีกครั้ง เ