่นนี้ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพกับพวกเจ้าแล้ว!”
ชายหนุ่มเดินไปหาพวกเขาทีละก้าวในขณะที่ควบคุมพวกเขาอยู่
ทั้งหกคนอยากรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอะไร
ลู่เฉินใช้ตราประทับภูตผีโจมตีไปที่วิญญาณของพวกเขา
จากนั้นทั้งหกคนก็ตาเบิกกว้าง ราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูสัตว์ประหลาดที่มีชื่อว่าลู่เฉิน
จากนั้นชายหนุ่มก็เลิกร่ายคาถาภูตผีและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าเลือกที่จะพูดหรือไม่พูดก็ได้ แต่ถ้าพวกเจ้าไม่พูด ข้าจะขโมยความทรงจำของพวกเจ้าเอง แต่ผลที่ตามมาคือวิญญาณของพวกเจ้าจะหายไป!”
ทั้งหกคนพลันตกตะลึง
“เป็นอย่างไรบ้าง? อยากลองคิดดูหรือไม่?” ลู่เฉินถาม
หลังจากที่คนทั้งหกกระซิบกระซาบกัน บุรุษหัวโล้นก็ถามแปลก ๆ ว่า “ถ้าพวกเราบอกว่าเป็นใคร เจ้าจะทำให้คนผู้นั้นยุ่งยากหรือไม่?”
“ไม่!”
“เจ้าสัญญา?” บุรุษหัวโล้นไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนัก ดังนั้นเขาจึงถามอย่างลังเลเล็กน้อย
ลู่เฉินยิ้ม “ข้าไม่ใช่คนเสแสร้ง พูดคำไหนคำนั้น”
ทั้งหกคนยังคงไม่เชื่อจนกระทั่งลู่เฉินพูดว่า “ถ้าพวกเจ้าไม่พูด ข้าคงต้องจัดการความทรงจำของพวกเจ้าด้วยตัวเอง”
ทั้งหกคนถูกบังคับให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดสินใจปล่อยให้บุรุษหัวโล้นพูด
บุรุษหัวโล้นอธิบายว่า “เมื่อหลายหมื่นปีก่อน พวกเราไปที่พระราชวังสินธุเหมันต์ และพบกับพลังอันน่ากลัว ซึ่งทำให้พวกเราทุกคนบาดเจ็บสาหัส พวกเราจึงหนีออกมา และในที่สุดก็พบผู้อาวุโสคนหนึ่งในรูปปั้นน้ำแ