าลงไป
“เกิดอันใดขึ้น?” ผู้อาวุโสม่อที่มองผ่านลูกแก้วใสพูดขึ้นมา เพราะแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ไม่เพียงแต่ผู้อาวุโสม่อเท่านั้น ฟาเทียนก็พูดด้วยความตกตะลึงขึ้นมาเช่นกัน “ช่างเก่งกาจนัก”
อาไท่รู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจ ‘เจ้าสำนักเลือกได้ถูกคนเสียจริง’
ส่วนลู่เฉินรู้สึกพึงพอใจอยู่ลึก ๆ เพราะต้นพืชร่างวิญญาณมารชนิดนี้ สามารถทำให้เขาหลอมรวมเม็ดยาสีขาวเม็ดที่ห้าและเม็ดที่หกได้ และยังเป็น ‘มาร’ ‘วิญญาณ’
ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่เก็บหนามมารเหล่านี้ไว้ ทั้งยังค่อย ๆ ดูดซับพวกมัน ทำให้พลังของพวกมันแห้งเฉาไป
เม็ดยา ‘มาร’ ‘วิญญาณ’ ทั้งสองภายในร่างกายของลู่เฉินพลันเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
แต่จำนวนของหนามมารนี้มีจำกัด
เขาใช้เวลาดูดซับไปประมาณหนึ่งก้านธูป เม็ดยาทั้งสองก็เกิดการหลอมรวมพลังขึ้นมาเล็กน้อย แต่ลู่เฉินยังคงไม่ละความพยาม เพราะเขารู้ว่าสถานที่ที่กักขังเจ้าสำนักมารราตรีนี้มีต้นพืชเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้นลู่เฉินจึงมองไปยังอาไท่และฟาเทียน “ไปเถิด”
ทั้งสองเดินตามไปทันที
ผู้อาวุโสม่อที่มองดูอยู่ด้านข้างของลูกแก้วใสรู้สึกสับสนขึ้นมา “นี่เขายังใช่คนอยู่อีกหรือ?”
ขณะนั้นเอง เงามารเพลิงปรากฏตัวออกมาจากด้านหลังกำแพง พลันจ้องมองมายังผู้อาวุโสม่อและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดูเหมือนว่าต้นพืชเหล่านั้นจะไม่ทำอันตรายใด ๆ ต่อเขา”
“นายท่าน ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี?” ผู้อาวุโสม่อกังวลใจ
เงามารเพลิงกะพ