ได้ ข้าจะเห็นเนื้อหาด้านในหรือไม่?”
ฮวากูเทียนจึงเอ่ยเตือนอีกฝ่าย “น้องชาย ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้า แต่ค่ายกลจิตรกรรมนั้น แม้แต่พวกผู้เฒ่าก็ยังต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะผ่านไปได้ จิตกรขั้นคนอื่น ๆ ในเมืองยังไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะเข้าไป!”
“นำทางไป” ลู่เฉินเห็นว่าอีกฝ่ายพูดจาเวิ่นเว้อ เขาคร้านเกินกว่าจะพูดไร้สาระกับอีกฝ่ายแล้ว
ฮวากูเทียนเอ่ยเสียงขรึม “อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตเชียวนะ”
“อย่ากังวล หากข้าตายก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจของข้าเอง” ลู่เฉินพูดอย่างใจเย็น
ฮวากูเทียนรู้สึกกลัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม หากอีกฝ่ายตาย เขาก็จะทำลายถ้ำของปีศาจเหล่านั้นได้ยากลำบาก
“หากท่านไม่ยินยอม ข้าไปก็ได้” ลู่เฉินกล่าว
ฮวากูเทียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดว่า “ตามข้ามา”
หลังจากพูดจบ ฮวากูเทียนก็พาพวกเขาไป และเดินผ่านภาพวาดบนผนังข้าง ๆ เขา
ส่วนฟาเทียนยังคงรู้สึกมหัศจรรย์ใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่เดินผ่านภาพวาด มันเหมือนกับว่าได้มาถึงสถานที่แห่งใหม่ เพราะที่นี่มีภูเขาอยู่ทุกหนแห่ง และมีสะพานลอยระหว่างภูเขาแต่ละลูก
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบางคนที่บินไปในอากาศ ราวกับว่าพวกเขากำลังปรึกษาหารือกัน และพวกเขาก็กำลังสร้างค่ายกลจริง ๆ
บางคนถึงกับจับพู่กันแล้ววาดไปในอากาศ จากนั้นก็วาดฝูงนกที่บินได้ หรือแม้แต่ภูเขา
เมื่อเห็นฉากนี้ ฟาเทียนก็อ้าปากค้าง
ลู่เฉินเหลือบมองไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจมันอีก ขณะที่ฮวากูเท