ึงเปลี่ยนไปได้น่ากลัวเพียงนี้!”
“ท่านเจ้ากรม ในเมื่อท่านรู้ถึงความน่ากลัวของข้า เช่นนั้นท่านควรจะบอกให้พวกเขาสำนึกผิดต่อข้า ข้าอาจจะยอมปิดตาข้างหนึ่งก็เป็นได้” พระสนมซูพูดขึ้นมาด้วยความเหนือกว่า
หนานลัวไม่รู้ว่าตนควรจะพูดเช่นไร
พระสนมซูจึงทำได้เพียงรวบรวบไอภูตผีรอบ ๆ เกี้ยวไปล้อมรอบลู่เฉิน จากนั้นพวกมันจึงกลายเป็นเงาภูตผีขนาดใหญ่เงาหนึ่ง
เงาภูตผีนี้เป็นเหมือน ‘ยักษ์’ ร่างใหญ่ตนหนึ่ง บริเวณหน้าท้องมีดวงตาขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันบนศีรษะนั้นมีเพียงปาก ใบหู และจมูก ดูแล้วช่างแปลกประหลาดนัก
ไม่เพียงเท่านั้น เงาภูตผีนี้ยังถือขวานไว้ในมือทั้งสองข้าง
หนานลัวตกตะลึงขึ้นมา “นี่คือภูตตาเดียว?”
หนานเหยาสงสัย “ภูตตาเดียวคือสิ่งใดกัน?”
“ภูตตาเดียวเป็นภูตประหลาดชนิดหนึ่ง มีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่มีคนจำนวนน้อยที่สามารถเรียกออกมาได้ และถ้าหากผู้ฝึกฝนวิถีภูตผีต้องการเรียกออกมา ก็ต้องมีพลังและเคล็ดวิชาภูตผีที่แข็งแกร่งร่วมด้วย จึงจะสามารถทำได้!”
หนานเหยาไม่รู้ว่าคำว่าแข็งแกร่งนั้นต้องแข็งแกร่งเพียงใด ดังนั้นนางจึงเอ่ยถามขึ้นมา “ท่านบอกว่า พลังใดก็พอแล้ว!”
“เทียบได้กับปรมาจารย์ขั้นแปลงเซียน หรือแม้กระทั่งพลังปรมาจารย์ระดับสมบูรณ์พร้อม!” หนานลัวกล่าว
หนานเหยาได้ยินดังนั้นจึงตกตะลึงขึ้นมา
แต่ลู่เฉินที่อยู่ตรงนั้นกลับมองไปยังภูตนั้นพลางหันไปพูดกับพระสนมซูว่า “เจ้าเก็บของสิ่งนี้เข้าไปเสียเถิด!”
“อย่างไร