อนจะนึกอันใดบ้างอย่างได้อย่างไรอย่างนั้น
“ข้าได้ถอนค่ายกลรอบ ๆ แล้ว และตอนนี้มีเพียงอสูรปีศาจที่หิวโหยและอยากกินเนื้อฝูงหนึ่ง” หนานกงมู่กล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
“เยี่ยม ดีมาก!”
“เมื่อถึงเวลา อย่าลืมสิ่งที่สัญญากับข้า!” หนานกงมู่หัวเราะราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างได้ ส่วนนักบุญหญิงผู้นั้นก็หัวเราะและพูดว่า “ได้ ตราบใดที่เจ้าแก้ปัญหาได้ ข้าก็จะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ!”
“ตกลง!” หนานกงมู่เก็บกระจกหลังจากเอ่ยจบ จากนั้นก็พูดอย่างเย็นชา “ลู่เฉินเอ๋ย ลู่เฉิน ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่ข้าที่ต้องการชีวิตเจ้า!”
จากนั้นหนานกงมู่ก็ฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย และออกไปจากที่นั่นทันที
…
ชายหนุ่มมาถึงหุบเขาเมฆาเพลิงด้วยความเร็วที่เร็วที่สุดก็เป็นยามบ่ายแล้ว
เห็นเพียงหุบเขาเมฆาเพลิงแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยหมอกสีแดงเพลิง และในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นคาวเลือดมากมายในม่านหมอก แต่ลู่เฉินไม่สนใจ เขากลับเข้าไปในหมอกสีแดงเพลิงและเริ่มค้นหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ถ้ำบนภูเขา’
หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ เมื่อลู่เฉินได้ยินเสียงบางอย่าง เขาก็เดินไปตามเสียงนั้น และในที่สุดก็เห็นยอดเขา ขณะเดียวกันก็มีก้อนหินยักษ์อยู่บนยอดเขานี้ ซึ่งตรงนี้เองที่มีคนถูกมัดไว้กับก้อนหิน
และคนผู้นี้ก็คือหนานเหยา!
รอบ ๆ หนานเหยาในยามนี้มีสตรีมากมายกำลังกระโดดไปมา และในบางครั้งพวกนางก็จะเฆี่ยนหนานเหยาด้วยแส้ ทำให้ตัวของหนานเหยาอาบไปด้วยเลือด
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉิน