นมาทันที “เจ้าหนุ่ม ตอนนี้เจ้าคงไม่รู้แล้วว่าพวกเขาอยู่ที่ใด?”
“พวกเขาอยู่ที่ใดนั้น ข้าไม่สนใจนัก เพียงเจ้าหนีไม่พ้นก็พอ” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังองค์ชายรอง ทำให้องค์ชายรองกังวลใจขึ้นมา
หนานเหยาพูดติดตลกออกมาว่า “รอให้จัดการพวกเจ้าเสียก่อน ค่อยกลับไปหาทั้งสามคนนั้นก็ยังได้”
เมื่อองค์ชายรองได้ยินจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก เขาเริ่มพูดจาข่มขู่ลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ข้าคือองค์ชายรอง พวกเจ้าไม่สามารถทำร้ายข้าได้!”
ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับนำแผ่นป้ายชิ้นหนึ่งออกมา “แผ่นป้ายสังหารแดนทักษิณา…”
เหล่าอารักขาและคนรับใช้ที่อยู่ในที่แห่งนี้ต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา ส่วนหนานลัวคิดไม่ถึงว่าแผ่นป้ายนี้จะอยู่ในมือของลู่เฉิน จึงแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา
ส่วนองค์ชายรองนั้นกังวลใจขึ้นมา “ข้า ข้าคือคนของแดนศักดิ์สิทธิ์สยบมาร! และอาจารย์ของข้า คือผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์สยบมาร!”
ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังองค์ชายรอง “แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด ข้ายังไม่สน แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะสนแดนศักดิ์สิทธิ์สยบมารอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้า!” องค์ชายรองคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินผู้นี้ จะไม่สนใจต่อแดนศักดิ์สิทธิ์สยบมาร
ลู่เฉินคลี่ยิ้มออกมา “ยังมีเวลาว่างมาต่อรองกับข้าเช่นนี้ สู้เอาเวลากลับไปคิดว่าจะต่อต้านค่ายกลนี้เช่นไรดีกว่า”
องค์ชายรองกระวนกระวายใจขึ้นมา จึงหันไปตะโกนสั่งคนทั้งสามที่แฝงกายอยู่ท่ามกลางผู้คน “พวกเจ้ามีความรู้เรื่องค่ายกลไม่ใช่หรือ? รีบทำลายค่า