่อยู่ข้างในรู้สึกวิงเวียนและเริ่มตะโกนว่า “หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ลู่เฉินไม่หยุด แต่กลับเร่งความเร็วขึ้นแทน
ความเร็วของโลงศพนี้น่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และชิงเฟิงหมิงก็รีบเอ่ยว่า “ข้ายอมแพ้ ตกลงไหม!”
จากนั้นโลงศพก็กระแทกพื้นจนเสียงดังลั่น ชิงเฟิงหมิงที่อยู่ในโลงศพรู้สึกวิงเวียน “เจ้า…เจ้าเป็นสัตว์ประหลาด!”
ลู่เฉินยิ้มโดยไม่พูดอะไร จากนั้นด้วยความคิดเดียว เขาก็ได้ควบคุมโลงศพเพื่อไปยังค่ายกลที่หน้าผาภูต ชิงเฟิงหมิงเอ่ยเตือนว่า “ไม่มีใครสามารถผ่านที่นั่นได้นอกจากเจ้าสำนัก”
“มันเป็นแค่ค่ายกล ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” ลู่เฉินตอบ
แต่ชิงเฟิงหมิงเอ่ยขู่ต่อไปว่า “นั่นไม่ใช่ค่ายกลปกติ”
ลู่เฉินไม่สนใจ ปล่อยให้กุ๋ยเจี่ยจื่อเดินตามมา
กุ๋ยเจี่ยจื่อรีบเดินตามไป แต่เขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเมื่อมองไปที่โลงศพ
จนกระทั่งลู่เฉินมาถึงรอบนอกของค่ายกลและวางมือข้างหนึ่งไว้บนนั้น ทว่าใครจะรู้ว่ามือโครงกระดูกขนาดใหญ่ที่ควบแน่นจากเงาของกระดูกศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าจะเหยียดออกมาด้านนอกเพื่อคว้าลู่เฉินไว้แน่น
ชิงเฟิงหมิงคิดว่าลู่เฉินคงจบสิ้นแล้ว ดังนั้นเขาจึงเอ่ยล้อว่า “ข้าบอกแล้วไง ค่ายกลนี้ไม่ธรรมดา”
กุ๋ยเจี่ยจื่อตกใจ “นายท่าน เป็นอะไรหรือไม่”
“มันเป็นแค่โครงกระดูก ไม่มีอะไร” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็คว้าโครงกระดูกด้วยมือข้างเดียว จากนั้นก็กลืนกินไอภูตผีบนกระดูก ทำให้โครงกระดูกสลายไปทันที
ชิงเฟิงหมิงตกตะลึง “แบบน